รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  •   “ยอมทั้งหมดเพื่อปลดหนี้” ครั้งนี้ขอเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหมที่มีหนี้ในชีวิต เมื่อสาบานแล้วมาดู 7 วิธีการปลดหนี้ไปด้วยกันเลย รับรองหนี้ไม่หมดก็ยุบลงไปได้อย่างแน่นอน 1.มุ่งมั่นตั้งใจ ทุกอย่างมันเริ่มจากที่ใจหากใจบอกยอมแพ้ทำยังไงมันก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้นลุกขึ้นมาบอกตัวเองว่า “เราทำได้ เราต้องปลดหนี้ได้” เมื่อใจมันสู้ มันอยากล้างหนี้ ก็จะมีความมุ่งมั่นไปให้ถึงจุดหมาย และที่สำคัญห้ามเครียด เข้าวัดฟังธรรม ทำจิตใจให้สงบ เพราะความเครียดไม่เคยทำอะไรให้ดีขึ้น เมื่อใจสงบแล้วมุ่งมั่นเชื่อเถอะ “คุณทำได้” แล้วดำเนินการข้อต่อไป   2. รวบรวมหนี้ที่มีออกมา เมื่อคุณพร้อมก็จัดการหยิบสมุดปากกาขึ้นมาแล้วเขียนก้อนหนี้ที่คุณมีในขณะนี้ ปัจจุบันมันเป็นเท่าไรแล้วห้ามมั่ว ห้ามบอกว่าหนี้ก้อนนี้ไม่ใช้ก็ได้ หนี้ก้อนนี้เอาไว้ก่อนไม่เอา ยิ่งเป็นคนกันเองคนที่เราไว้ใจ อย่างหนี้ พ่อ แม่ หนี้พี่น้อง หนี้เพื่อนหรือคนรู้จักยิ่งต้องรีบจดไว้ เพราะเขาคือบุคคลที่สำคัญในชีวิตเรามาก ๆ จากนั้นนำมาเรียงลำดับความจำเป็นที่จะต้องใช้หนี้ก่อนหลัง แจงเรียงจากดอกเบี้ยสุดโหดก็ได้ เพราะหนี้พวกนี้ไม่ค่อยมีเวลาให้เราต่อลมหายใจเท่าไร  สำหรับหนี้ที่ดอกเบี้ยสูงมากก็เช่น หนี้บัตรกดเงินสด หนี้บัตรเครดิต หนี้บ้าน หนี้รถ และหนี้เงินกู้นอกระบบ เป็นต้น   3.เจรจากับเจ้าของหนี้ เจรจากับเจ้าหนี้ ถ้าหาเงินก้อนไม่ทันเงินผ่อนได้ไหม เดือนละเท่าไรดี สำหรับหนี้ที่พอจะรีไฟแนนซ์ได้ให้ทำเลยเพื่อที่ได้มีเวลาต่อลมหายใจใช้หนี้ไปอีกเราไม่ได้โกง เราใช้ทุกคน แต่อันไหนมันต่อเวลาได้ให้ทำ (ยิ่งมีหนี้หลายก้อน จนไม่สามารถหาคืนได้ไว ๆ ยิ่งต้องทำ เชื่อเถอะไม่มีเจ้าหนี้คนไหนไม่ต้องการเงินคืน ยิ่งผ่อนระยะยาวขึ้นก็ได้ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น เขายิ่งชอบ! แล้วยิ่งคุณเข้าไปคุยแบบนี้เขายิ่งเอ็นดูและเห็นความตั้งใจจริง อาจมีการลดหนี้ให้บ้างก็ได้ใครจะไปรู้   4. ได้เวลาหาเงินพิเศษแล้ว แน่นอนว่างานที่คุณทำอยู่ไม่สามารถส่งหนี้ได้แน่นอน เพราะถ้าคุณทำได้คงไม่มานั่งปวดหัวแบบนี้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องหารายได้พิเศษเพิ่มขึ้นอีกทางหรือสองทาง ซึ่งอาชีพที่ว่าก็เช่น ขายของออนไลน์ ขายของตลาดนัด ถ้าหาของที่ไหนไม่ได้ก็เก็บของที่ไม่จำเป็นต้องใช้หรือคุณไม่ได้ใช้ออกมาขายก่อน เดี๋ยวนี้แหล่งขายมีมากมาย อย่าไปเสียดาย เพื่อหนี้เราตัดใจได้ มีเงินใหม่เมื่อไรค่อยว่ากัน นอกจากนี้ก็มีอาชีพอย่างเช่น รับสอนพิเศษ รับเป็นเทรนเนอร์สอนออกกำลังกาย รับสอนโยคะ สารพัดอาชีพ ลองดูว่าคุณเหมาะกับอะไรแล้วทำมัน และระหว่างนี้ “ห้าม” สร้างหนี้ใหม่ที่ “ฟุ่มเฟือย” เด็ดขาดครับ หน้าที่ของคุณคือ ทำงาน ประหยัด รัดเข็มขัด แล้วนำเงินมาใช้หนี้ เป็นอันว่าเข้าใจตรงกันนะ   5. รัดเข็มขัด ใช้จ่ายเท่าที่จำเป็น วันนี้คุณคงค้นพบสัจธรรมที่ว่า ยิ่งเราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยมากเท่าไร เกินเงินที่เราหามาได้เท่าไร หนี้สินก็จะมีเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อมีหนี้จากชีวิตที่เคยสงบ สบาย ๆ ชิล ๆ มันก็จะยิ่งเครียดยิ่งทุกข์ ดังนั้น สิ่งเดียวที่จะแก้ทุกข์ที่สาเหตุได้ก็คือ การรัดเข็มขัดและไม่ใช้เงินเกินตัว ต้องหัดสะกดคำว่า “พอเพียง” ให้ได้ หากยังนึกไม่ออก อาจเริ่มที่การทำกับข้าวจากที่บ้านไปกินที่ทำงาน อร่อยและไม่เปลืองเงิน งดกินหรูมื้อละหลายร้อยหรือเป็นพัน งดกินกาแฟแก้วแพง ๆ ถ้าอยากกินหยิบกาแฟที่ออฟฟิศมีบริการไว้มากินแทน ชงง่าย อร่อยด้วย หากบ้านใกล้ที่ทำงานก็ปั่นจักรยานไปทำงาน หรือเดินไปทำงานก็ได้ ส่วนวันหยุดที่เคยออกช้อปปิ้งตอนนี้หันมาทำงานพิเศษหรืออ่านหนังสือ ออกกำลังกายอยู่บ้านเถอะ อย่าลืมเรียนรู้จากประสบการณ์หนี้ที่ผ่านมา แล้วสร้างภูมิต้านทานจากประสบการณ์นั้น   6. เปลี่ยนเป็นคนใหม่ที่สนใจสุขภาพ อย่างว่ามันเกี่ยวอะไรด้วย เรากำลังจะบอกว่าเดี๋ยวนี้การเป็นโรคแต่ละโรคล้วนต้องใช้เงินมาใช้จ่ายเป็นค่าหมอ ค่ายา ค่านอนโรงพยาบาล ค่าคนเฝ้ามากมาย ยิ่งเป็นโรคร้ายค่าใช้จ่ายยิ่งแพงใหญ่ ดังนั้น สิ่งที่เราทำได้คือการทำยังไงก็ได้ไม่ให้ป่วย นั่นคือ การทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การออกกำลังกายครั้งละครึ่งชั่วโมง อาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง  การอยู่ในที่มีอากาศดี ๆ การพักผ่อนนอนหลับให้ได้อย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง  การดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 6 – 8 แก้ว ไม่เครียด จิตใจสบาย การรักษาสุขอนามัยเบื้องต้นที่ดี เชื่อเถอะทำแค่นี้เป็นประจำก็ช่วยให้สุขภาพดีขึ้นเยอะแล้ว เอาเงินส่วนนี้ไปใช้หนี้ดีกว่าจะได้หมดเร็ว ๆ   7. เปลี่ยนพฤติกรรมมาเป็นนักออมมืออาชีพ “การออม” คือสิ่งหนึ่งที่จะช่วยทำให้ใช้หนี้ได้สำเร็จ วิธีของเราคือ เงินเดือนออกมากันเป็นเงินออมไว้เลยก้อนหนึ่งเท่ากันทุกเดือน จากนั้นจึงค่อยนำเงินที่เหลือมาเฉลี่ยใช้จ่าย วางกระปุกหมูออมสินไว้หลาย ๆ ที่ มีโอกาสเมื่อไรก็หย่อน มีเงินเหลือจากซื้ออะไรก็หย่อน ถึงจะวันละ 1 บาท เดือนหนึ่ง ปีหนึ่งก็ได้หลายตังค์ พอเปิดกระปุกมาคุณอาจร้องว๊าว! เลยก็ได้ แล้วหยุดสักทีกับพฤติกรรมรูดปื้ด ๆ ใช้บัตรเครดิตรูดของเงินผ่อนออกมา จำไว้ว่าเรากำลังหาเงินใช้หนี้ อะไรประหยัดได้ อะไรออมได้ให้ทำ ไว้หมดหนี้ก่อนค่อยว่ากัน ถึงตอนนี้ความทุกข์ใจของคุณเรื่อง “หนี้” ก็คงกลายเป็นเรื่องไม่ยากแล้วใช่ไหม เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย อย่ารอ คนเรามีโอกาสแล้วต้องทำ ล้างหนี้ให้ออกจากชีวิต เพื่ออนาคตที่ดีของคุณ โชคดีหมดหนี้ทุกคน…     ที่มา https://moneyhub.in.th/article/7-steps-debt-free/
  • หนี้สินถือเป็นสิ่งที่เราไม่ควรมีและควรอยู่ให้ห่างไว้ เพราะการเป็นหนี้สินนั้นมักจะนำความเดือดร้อนมาให้เรามากกว่าการทำประโยชน์ ยิ่งหากว่ามีหนี้สินมากๆ ด้วยจนถึงขนาดเรียกได้ว่ามี “หนี้สินล้นพ้นตัว” ด้วยแล้ว เราก็อาจจะกลายเป็น บุคคลล้มละลาย ขึ้นมาก็เป็นได้ ซึ่งการล้มละลายนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเงินๆ ทองๆ นั่นเอง และวันนี้MoneyGuru.co.thได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง บุคคลล้มละลาย คืออะไร? มีผลอย่างไรบ้าง? มาฝากพวกเรากัน เพื่อที่พวกเรานั้นจะได้ระวังตัว และเพื่อให้เราห่างไกลจากหนี้สินและการเป็น บุคคลล้มละลาย กันครับ บุคคลล้มละลายคืออะไร? มีผลอย่างไรบ้าง? การเป็นบุคคลล้มละลาย มาจากสาเหตุอะไร? การเป็นบุคคลล้มละลายนั้นมีสาเหตุจากการที่เรามีหนี้สินมาก และไม่สามารถชำระคืนกับเจ้าหนี้ได้ จึงถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย โดยการจะถูกฟ้องล้มละลายนั้นมีสาเหตุมาจาก เป็นบุคคลธรรมดา – ที่มีหนี้สินเกิน 1 ล้านบาท เป็นนิติบุคคล – ที่มีหนี้เกิน 2 ล้านบาท เป็นผู้ที่เข้าข่ายว่า “มีหนี้สินล้นพ้นตัว” หรือ “ไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้” การโดนฟ้องล้มละลายนั้นมีโอกาสเกิดกับทุกคนหากว่ามียอดหนี้สูงเกินกว่าที่ พรบ.ล้มละลาย ได้กำหนดไว้ และพระราชบัญญัติล้มละลายก็ไม่ได้จำกัดว่า ผู้ที่ล้มละลายจะต้องเป็นบุคคลประเภทใด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลประเภทใดก็สามารถล้มละลายได้เช่นกัน การเป็นบุคคลล้มละลาย มีผลอย่างไรบ้าง? การเป็นบุคคลล้มละลายจะมีผลทำให้เราไม่สามารถทำนิติกรรม นิติกรรมสัญญา ใดๆ ทั้งสิ้นได้ รวมถึงธุรกรรมการเงินต่างๆ  เช่น เปิดบัญชีธนาคาร เป็นต้น และยังส่งผลทำให้เราไม่สามารถดำรงตำแหน่งในบริษัทหรือห้างร้านต่างๆได้อีกด้วย ซึ่งในส่วนของการดำรงตำแหน่งนี้ หากมีความจำเป็นก็จะต้องได้รับอนุญาติจากศาลเสียก่อน จึงจะสามารถดำรงตำแหน่งได้ การเป็นบุคคลล้มละลายมีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่? การเป็นบุคคลล้มละลายมีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศ เพราะจะทำให้เราไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปจริงๆ ก็ต้องขออนุญาตจากพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สินก่อน โดยเราจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะไปที่ไหน เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ จะมีรายได้เท่าไหร่ และนำส่งรายได้ประมาณ 30% เพื่อชำระหนี้ ทั้งนี้การจะอนุญาตให้ออกนอกประเทศหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ซึ่งหากเราได้รับอนุญาตให้ออกนอกประเทศ เราที่เป็นบุคคลล้มละลายจะต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย ส่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทุกๆ 6 เดือน พร้อมทั้งส่งรายได้ตามที่เจ้าพนักงานจะอายัดเข้ากองทรัพย์สินด้วย และบุคคลล้มละลายจะต้องแจ้งชื่อผู้ที่เจ้าพนักงานฯ จะสามารถติดต่อได้ในระหว่างที่บุคคลล้มละลายไปทำงานที่ต่างประเทศ ทั้งนี้บุคคลล้มละลายจะต้องปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกับเจ้าพนักงานฯ ไว้อย่างเคร่งครัด ระยะเวลาเท่าใดจึงจะพ้นสภาพการเป็นบุคคลล้มละลาย? การถูกสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายนั้น จะมีระยะเวลา 3 ปี เมื่อครบกำหนดก็จะถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ยกเว้นกรณีที่ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหนี้ ก็อาจจะมีการขยายเวลาเป็น 5 หรือ 10 ปีก็ได้ เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ก็ให้บุคคลล้มละลายติดต่อกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์สินเพื่อขอปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย หลังจากปลดจากการเป็นบุคคลล้มลายแล้ว ก็จะสามารถทำงานและทำธุรกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ หลังถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย หนี้จะหมดไปด้วยหรือไม่? สำหรับบุคคลล้มละลายที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเข้าให้การและเข้าพบเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น เมื่อครบกำหนดเวลาก็จะถูกปลดจากการล้มละลายทันที ซึ่งคำสั่งปลดจากการล้มละลายนี้ จะส่งผลให้บุคลลล้มละลายนั้นหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงด้วย  ยกเว้นแต่หนี้สินที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการทุจริต ฉ้อโกงของบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 81/1 ถึงแม้ว่าการเป็นบุคคลล้มละลายนั้นจะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนก็ตาม แต่หากเรามีวินัยการเงินที่ดีและมีการวางแผนการใช้จ่ายเงินของเราให้ดี รวมถึงมีวินัยในการชำระคืนหนี้ที่เรายืมมาให้ครบถ้วนและไม่สร้างหนี้สินให้ล้นพ้นตัว กู้ยืมมาเฉพาะที่เราใช้คืนไหวเท่านั้น  เพียงเท่านี้เราก็ห่างไกลจากการเป็นบุคคลล้มละลายได้แล้วล่ะครับ หวังว่าข้อมูลที่เรานำมาเสนอในวันนี้นั้นจะเป็นประโยชน์กับพวกเราทุกคนนะครับ และหากใครอยากหาข้อมูลเรื่องของการถูกฟ้องล้มละลายเพิ่มเติม ก็ขอแนะนำให้ปรึกษาทนายความเพื่อขอรับคำปรึกษา รวมถึงแนวทางการแก้ไขด้วยครับ ที่มา https://www.moneyguru.co.th/blog/%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%84%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2-%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3
  • การที่บัตรเครดิตจะสร้างประโยชน์หรือสร้างโทษนั้น ก็คือขึ้นอยู่กับวิธีใช้งานของเราผู้ถือบัตร ซึ่งหากเราใช้อย่างมีสติและรู้จักวางแผนการใช้งานให้ดี ก็จะช่วยให้เราได้รับประโยชน์จากบัตรเครดิตได้ไม่ยาก แต่ตรงกันข้ามหากว่าเรานั้นใช้บัตรเครดิตตามอารมณ์ อยากได้อะไรก็รูดจ่ายเลย โดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า แบบนี้เราก็มีโอกาสที่จะได้รับโทษจากบัตรเครดิตมากกว่า  ซึ่งโทษที่ว่านั่นก็คือ การเป็นหนี้บัตรเครดิตนั่นเอง ว่าแล้ววันนี้MoneyGuru.co.thก็มี 4 ข้อที่ ไม่ควรใช้บัตรเครดิต เพราะจะมีโอกาสเป็นหนี้ มาแนะนำให้กับพวกเราที่ใช้บัตรเครดิตกันอยู่ได้ทราบ เพื่อเป็นแนวทางในการใช้บัตรเครดิตให้ห่างไกลจากหนี้ และได้รับประโยชน์จากสิทธิพิเศษของบัตรอย่างเต็มที่ 4ข้อที่ ไม่ควรใช้บัตรเครดิตเพราะจะมีโอกาสเป็นหนี้ 1.ไม่ควรใช้บัตรเครดิตโดยไม่มีการเช็คยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเลย การใช้บัตรเครดิตที่ดีนั้นเราควรที่จะรู้ว่าเรารูดใช้จ่ายด้วยบัตรไปแล้วเท่าไหร่ และจำนวนเงินที่เรารูดใช้จ่ายไปนั้นมากเกินกว่าที่เราจะจ่ายชำระคืนหรือไม่ หากยอดการใช้จ่ายเริ่มที่จะมากจนเราอาจจะจ่ายชำระคืนไม่ไหว ก็ขอแนะนำให้หยุดใช้งานก่อนแล้วรีบเคลียร์ยอดที่ค้างไว้ให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยใช้บัตรใหม่อีกครั้งจะเป็นการดีที่สุด เพราะจะทำให้เราห่างไกลจากการเป็นหนี้ก้อนใหญ่ได้นั่นเอง ตรงกันข้ามหากเราใช้บัตรเครดิตโดยที่ไม่มีการตรวจเช็คยอดใช้จ่ายเลย ก็เหมือนเราค่อยก้าวเข้าสู่ทางแห่งการเป็นหนี้ก้อนใหญ่เข้าไปที่ละก้าว เพราะเราจะไม่รู้ว่ามียอดค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่จะชำระคืนได้ตอนไหน และว่าหากว่ายอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเยอะเกินกว่าที่เราจะจ่ายคืนไหวเมื่อไหร่ รับรองได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่แน่นอน เพราะเราต้องค่อยๆ ผ่อนชำระคืนไปอีกนาน แถมดอกเบี้ยจากการเป็นหนี้บัตรเครดิตนั้นยังสูงอีกด้วย และยิ่งทิ้งเวลาไว้นานๆ ดอกเบี้ยก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย 2.ไม่ควรใช้บัตรเครดิตโดยที่ยังไม่จัดการยอดค้างชำระที่มีอยู่ สิ่งนี้ก็ถือว่าสำคัญมากๆ เพราะหากว่าเรายังมียอดค้างชำระคืนของบัตรเครดิตอยู่ หรือเป็นหนี้บัตรเครดิตอยู่ก็ตาม ก็ควรที่จะรีบจัดการเคลียร์ยอดค้างชำระและหนี้ในส่วนนี้ให้หมดให้เร็วที่สุดก่อน อย่าพยายามก่อหนี้เพิ่มโดยการรูดใช้จ่ายบัตรเครดิต เพราะบางครั้งจากยอดค้างชำระหรือหนี้ที่มีอยู่เรายังพอจ่ายคืนไหว แต่หากไปรูดใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาอีกก็อาจจะกลายเป็นจำนวนเงินที่มากเกินกว่าที่เราจะจ่ายคืนไหวก็เป็นได้ 3.ไม่ควรใช้บัตรเครดิตเพื่อกดเงินสด การกดเงินสดออกจากบัตรเครดิตถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากดอกเบี้ยจะสูงแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมการกดอีกด้วย หากใครใช้บัตรเครดิตแบบนี้อยู่ ก็ขอแนะนำว่าให้เลิกทำครับ เพราะเสี่ยงต่อการเป็นหนี้ก้อนใหญ่นั่นเอง ตัวอย่างสิ่งที่เราจะต้องเสียเมื่อกดเงินสดจากบัตรเครดิต ค่าธรรมเนียมการกดเงิน 3% (บวก VAT เข้าไปอีก 7%) ส่วนนี้เราจะต้องเสียทันทีที่กดเงินสดออกจากบัตรเครดิต อัตราดอกเบี้ยสูงสุดถึง 28% ต่อปี ถือว่าสูงกว่าการใช้บัตรเครดิตรูดซื้อสินค้าเสียอีก อัตราดอกเบี้ยจะคิดเป็นรายวัน ดอกเบี้ยจะถูกคำนวณทันทีที่เงินสดได้ถูกกดออกจากตู้เอทีเอ็ม และคิดเป็นรายวัน 4.ไม่ควรใช้บัตรเครดิตโดยที่จ่ายชำระคืนขั้นต่ำ หากอยากหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้ไม่รู้จบ เราก็ไม่ควรจ่ายชำระขั้นต่ำ เพราะว่าบางครั้งจำนวนเงินที่เราจ่ายไปนั้นแค่หักดอกเบี้ยก็หมดแล้ว เงินต้นที่เราเป็นหนี้อยู่จึงไมได้ลดลงเลย และนี่แหล่ะที่จะเป็นสาเหตุให้เราเป็นหนี้ไม่รู้จบก็เพราะเราจ่ายหนี้ที่เป็นเงินต้นไม่หมดสักที ทำให้ดอกเบี้ยก็เบ่งบานไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลาที่เรายังไม่สามารถจัดการหนี้ได้หมด ทางที่ดีนั้นเราควรจะชำระเต็มจำนวนเสมอเพื่อที่จะได้จัดการหนี้ที่มีอยู่ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว หรือหากจ่ายเต็มจำนวนไม่ไหวก็ให้จ่ายเท่าที่เราพอจะจ่ายชำระคืนไหว แต่ข้อสำคัญคือต้องมากกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้ เพื่อที่เราจะได้สามารถลดเงินต้นที่เราเป็นหนี้อยู่ได้นั่นเอง ยิ่งเราใช้หนี้ได้หมดเร็วเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสบายใจมากขึ้นเท่านั้นครับ รวมถึงสภาพการเงินที่จะค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วย บัตรเครดิตไม่ใช่สิ่งน่ากลัว แต่ที่น่ากลัวจริงๆ คือวินัยการเงินของผู้ใช้บัตรต่างหาก ที่ถ้าหากใช้บัตรด้วยวินัยการเงินที่ดี เช่น รูดใช้จ่ายแต่ที่พอจ่ายคืนไหว จ่ายชำระคืนเต็มจำนวน เป็นต้น เหล่านี้จะทำให้เรานั้นได้รับประโยชน์จากบัตรเครดิตอย่างเต็มที่ครับ หวังว่าสิ่งที่เรานำมาแนะนำในวันนี้จะช่วยพวกเรานั้นห่างไกลจากการเป็นหนี้บัตรเครดิตนะครับ ที่มา https://www.moneyguru.co.th/blog/4-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95
  •   ความสะดวกสบายของการใช้บัตรเครดิตในการจับจ่ายในปัจจุบัน ทำให้ใครหลายคนเลือกใช้บัตรเครดิตชำระสินค้า และบริการ ยิ่งมีเครื่องมือสำคัญที่ช่วยภาระของคนใช้บัตรเครดิตอย่างพวกเราก็คือ การที่เราสามารถผ่อนจ่ายชำระสินค้าที่เราซื้อได้ ยิ่งทำให้รู้สึกว่ามัน “แสนจะสะดวก” และทำให้เราเป็นเจ้าของสิ่งของที่เราต้องการได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน แถมบัตรบางประเภทยังมีแคมเปญโปรโมชั่นจากธนาคารผู้ออกบัตรที่แข่งขันกันออกมาอย่างต่อเนื่องยิ่งเป็นผลดีต่อผู้บริโภคอย่างเราครับ อย่างไรก็ตามเมื่อเรามีบัตรเครดิตอยู่กับตัวแล้วก็ควรระมัดระวังในการใช้ และการรักษา เพื่อป้องกันอันตรายจากเหล่ามิจฉาชีพที่หาทางแอบใช้เงินในบัตรเครดิตของเรา หากบัตรเครดิตของเราสูญหาย หรือถูกโจรกรรมด้วยวิธีการต่างๆ อย่างกระนั้นเลยเรามาใช้บัตรเครดิตอย่าง“ปลอดภัย”กันดีกว่า มาดูกันว่าเราจะใช้บัตรเครดิตให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพได้อย่างไร ศึกษาวิธีการโจรกรรม การศึกษาวิธีการโจรกรรมบัตรเครดิตจะทำให้เรา“รู้เท่าทัน”และไม่ตกเป็นเหยื่อง่ายๆ โดยการโจรกรรมผ่านบัตรเครดิตทำได้หลายรูปแบบ เช่น การลักลอบคัดลอกข้อมูลบัตร หรือ Skimming โดยคนร้ายอาจแอบคัดลอกข้อมูลส่วนตัวที่เก็บไว้ในแถบแม่เหล็กของบัตร โดยใช้อุปกรณ์ไฮเทคขนาดเล็ก จากนั้นจะทำการถ่ายโอนข้อมูลเหล่านั้นลงบนบัตรปลอม แล้วนำบัตรนั้นไปใช้ซื้อสินค้าเสมือนเป็นผู้ถือบัตรตัวจริง การระมัดระวังของเราก็คือ หากเราไม่แน่ใจว่าร้านค้าที่เราไปซื้อสินค้า หรือใช้บริการ ร้านอาหาร ปั้มน้ำมัน เราก็ไม่ใครใช้บัตรเครดิต แต่ควรชำระเป็นเงินสดแทน เพราะหากร้านค้านั้นๆ คิดจะคัดลอกข้อมูลเราโอกาสสำเร็จจะมีสูงและจับผิดได้ยากมาก วิธีทุจริตที่แพร่หลายอีกวิธีหนึ่งคือ การลักลอบนำหมายเลขบัตรเครดิต และข้อมูลอื่นๆ บนบัตรที่ขโมยมาไปใช้ซื้อสินค้า หรือบางทีอาจใช้บัตรเครดิตปลอมไปซื้อสินค้า โดยการขโมยหมายเลขบัตรมักเกิดจากการที่เราซื้อสินค้าบนอินเตอร์เน็ต การป้องกันก็คือ หากเราซื้อสินค้าออนไลน์ ถ้าเราไม่แน่ใจในเว็บไซค์แปลกๆ เราก็ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิต หรือข้อมูลส่วนตัวของเราถ้าไม่จำเป็นครับ หากเกิดการโจรกรรมบัตรเครดิตไปแล้วต้องรีบโทรแจ้งธนาคารที่ออกบัตรทันทีที่บัตรของเราสูญหาย และควรแจ้งความที่สถานีตำรวจ และเก็บเอกสารแจ้งความไว้เป็นหลักฐานในการชี้แจ้งกรณีที่มีการรูดใช้ชำระสินค้า และบริการที่ไม่ใช่เกิดจากเรา ควรเก็บรักษาบัตรเครดิตของเราให้ดีที่สุด ทำให้เหมือนกับเราเก็บเงินสด และควรเช็คดูเป็นระยะว่าบัตรเครดิตของเรายังอยู่กับตัวหรือไม่ หากเป็นไปได้ เราไม่ควรปล่อยให้บัตรคลาดสายตาในระหว่างที่พนักงานนำบัตรของเราไปรูดชำระสินค้า ทางที่ดีควรเดินไปดูด้วย และคอยกำกับการรูดชำระค่าสินค้า หากพบสิ่งผิดปกติต้องรีบแจ้งคนรอบข้างทันที ก่อนเซ็นเซลส์สลิป ควรตรวจสอบจำนวนเงินว่าตรงกับราคาของสินค้า และบริการเพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นนำข้อมูลในเซลส์สลิปของเราไปใช้ในทางมิชอบ และเก็บเอาไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องภายหลังอีกครั้งเพื่อความชัวร์ ตรวจสอบยอดค่าใช้จ่ายในใบแจ้งบัญชีบัตรเครดิตประจำเดือนว่ามีจำนวนเงินตรงกับที่คุณใช่ไปหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังกลับจากการเดินทางไปที่ที่เราไม่คุ้นเคย หรือกลับจากการท่องเที่ยวต่างประเทศ ไม่ควรบอกหมายเลขบัตรเครดิตของเราให้แก่คนอื่นทางโทรศัพท์ เว้นแต่ธนาคารเจ้าของบัตรเอง อันที่จริงแล้วไม่ควรบอกไม่ว่ากรณีใดๆ หรือหากจำเป็นจริงๆ ที่ต้องบอกหมายเลขบัตรเครดิตของเราทางโทรศัพท์ ก็ควรจะต้องขอเอกสารยืนยันการซื้อขายที่เป็นลายลักษณ์อักษรจากพนักงานขายสินค้าทางโทรศัพท์ทุกครั้ง อย่าไว้ใจพนักงานขายสินค้าทางโทรศัพท์มากจนเกินไป บางครั้งพนักงานเหล่านี้จะเร่งหรือกดดันให้เรารีบซื้อสินค้า หรือประกัน อย่าให้หมายเลขบัตรเครดิตจนกว่าจะแน่ใจว่าเราจะได้รับเอกสารหลักฐานที่ถูกต้อง หรือหากไม่จำเป็นจริงๆ ควรไปซื้อสินค้าที่หน้าร้านจริงจะดีที่สุด หากมีสมาชิกในครอบครัวของเรานำบัตรเครดิตของเราไปใช้โดยที่เรารู้หรือไม่รู้ตัวมาก่อน เราจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบยอดการใช้จ่ายที่เกิดขึ้น เพราะโดยหลักเจ้าของบัตรจะเป็นลูกหนี้บัตรเครดิตเสมอ ไม่ใช่สมาชิกคนใดคนหนึ่งในครอบครัวของเรา ดังนั้นควรเก็บบัตรเครดิตของเราให้ดีที่สุด และหากไม่จำเป็นจริงๆ เราควรไปซื้อสินค้า หรือบริการพร้อมๆ กับคนในครอบครัวของเราเพื่อรับรู้ยอดใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเอง ถ้าเราไม่ประมาทในการใช้บัตรเครดิต และป้องกันเหตุที่ไม่พึงประสงค์ ด้วยการทำได้ครบทุกข้อ การใช้บัตรเครดิตของเราก็จะสะดวกสบาย และปลอดภัย ไม่ต้องมากังวลกับปัญหาที่เราไม่ได้ก่อ ทำให้เรามีเวลาเหลือไปจับจ่ายใช้สอย และใช้ชีวิตด้านอื่นๆ โดยไม่ต้องมาปวดหัวภายหลังนะครับ   ที่มา https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/how-to-use-credit-card-safely.html
  • HIGHLIGHTS เพราะการออมเงิน แทบจะไม่ใช่คำตอบของความร่ำรวยอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากที่มีอัตราต่ำ แต่อัตราเงินเฟ้อนั้นเพิ่มขึ้นอยู่เรื่อยๆ เรื่องการเงินเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะคนที่อายุวัยใกล้ 30 แต่ยังไม่มีสินทรัพย์อะไรเลย ควรอ่านบทความนี้เป็นอย่างยิ่งครับ :P   ตอนนี้การออมเงินแทบจะไม่ใช่คำตอบของความร่ำรวยอีกแล้ว นั่นเพราะอัตราดอกเบี้ยเงินฟากกระจิดริด และไหนยังจะอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นพรวดพราดในอัตราที่เร็วกว่า 4G ซะอีก!!! นั่นทำให้หลายคนเริ่มหันมาให้ความใส่ใจเรื่องเงินๆทองตั้งแต่อายุยังน้อยบางคนเริ่มเรียนรู้ที่จะลงทุนในธุรกิจส่วนตัว แต่ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังแน่ใจว่าควรเริ่มต้นจากตรงไหนดี? หากคุณอายุไม่น้อยแล้ว (แบบว่าวัยใกล้ 30 ยังแจ๋ว) แต่ยังไม่มีทรัพย์สินเป็นของตนเอง (เหมือนดาราสาวที่กำลังเป็นข่าวอยู่ตอนนี้!!!) สิ่งที่คุณต้องกลับมาทบทวนมีดังต่อไปนี้ 1.คุณต้องรู้ว่าตัวเองมีอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง "ทรัพย์สิน" กับ "หนี้สิน"หากว่าคุณเป็นสาวสวยทำงานได้เงินเดือนหลักหลายหมื่นหรือแม้แต่หลักแสนก็ตาม แต่ในแต่ละเดือนคุณเองก็มีรายจ่ายมากพอๆกับรายได้ สิ่งที่ควรใส่ใจอย่างแรกคือลิสต์รายการของทรัพย์สินเพื่อเปรีบเทียบกับหนี้สินที่มีทั้งหมด และหากหนี้สินมีมากว่าหรือพอๆกัน สิ่งนี้ทำให้เราได้รู้ว่าคุณต้องวางแผนด้านการใช้จ่ายอย่างไรต่อไป2.คุณต้องหัดสร้างงบการเงินในแบบของคุณแม้คุณจะมีรายได้มากแต่หากบริหารเงินไม่ดี เงินที่ได้มาก็จะหายไปง่ายๆ เรียกว่า ‘รวยเดย์ รวยกันแค่วัน(เงินเดือน)เดียว’ ดังนั้นสิ่งที่คุณต้องให้ความสนใจในลำดับถัดมาคือ การสร้างงบรายจ่าย หากไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ให้เริ่มต้นจากงบการเงิน 50-30-20 ของ Elizabeth Warren ดู (รายละเอียดเพิ่มเติมhttps://goo.gl/01eSK9)TIPหากการเงินของคุณมีรายละเอียดจำนวนมาก ให้เริ่มจากการจดรายรับและรายจ่ายทั้งหมดก่อนและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออก จากนั้นวางแผนเพื่อเก็บเงินออมส่วนหนึ่ง หรือเก็บเงินเพื่อการลงทุนในอนาคตส่วนหนึ่งในแบบของคุณ3.คุณต้องเริ่มปลดหนี้ของตัวเอง หากคุณอยู่ในช่วงวัย 20 ปลายๆ สิ่งสำคัญคือการพยายามปลดหนี้ที่มี ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนรถ, ค่าบัตรเครดิต, หรือแม้แต่ค่าผ่อนสินค้า 0% ต่างๆ นั่นเพราะยิ่งคุณปลดหนี้เร็วเท่าไหร่ ทำให้คุณสามารถวางแผนการเงินของคุณได้เร็วขึ้นและมากขึ้นเท่านั้นTIPถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะปลดหนี้ยังไงดี ให้เริ่มจากดูว่าเรามีหนี้ทั้งหมดกี่ราย, จำนวนเงินที่เป็นหนี้ของแต่ละราย และอัตราดอกเบี้ย จากนั้นให้จัดลำดับหนี้โดยให้หนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ด้านบนและเริ่มต้นปลดหนี้จากก้อนนั้นก่อน แล้วค่อยๆทยอยปิดหนี้ก้อนอื่นๆต่อไปจนหมด4.คุณต้องบริหารความเสี่ยงให้เป็นสาวๆจ๋า~ขอให้จำขึ้นใจไว้ว่า ‘มีสติ!!!’ การมีสติช่วยให้เราผ่านทุกปัญหาได้ เพราะสิ่งที่เราจะพูดต่อไปนี้คือเรื่องของความเสี่ยงต่างๆที่เกิดขึ้น ไม่ว่าคุณจะโสดหรือไม่ก็ตาม ความเสี่ยงที่ควรพิจารณามี 3 ด้านคือ1. ความเสี่ยงด้านชีวิตและสุขภาพเริ่มจากการคิดว่าหากเราเจ็บป่วยหรือเกิดเหตุไม่คาดคิด ครอบครัวจะต้องลำบากเพราะขาดกำลังสำคัญรึเปล่า? หากคำตอบคือใช่ เราลองบริหารความเสี่ยงโดยการซื้อประกันดีมั้ย?2. ความเสี่ยงด้านทรัพย์สินนั่นก็คือหากเราหยุดทำงาน (ไม่ว่าจะลาออกหรือไม่อยากลาออกก็ตาม) เรามีความพร้อมรึยัง? หากไม่มีสิ่งแรกที่ควรทำคือสำรองเงินสำรองฉุกเฉินประมาณ 6 เดือนของรายจ่ายเอาไว้ก่อน3. ความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตเช่น หากวันหนึ่งสาวๆขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ เรามีประกันภัยรถยนตร์รึเปล่า? ถ้าไม่มีจะซื้อมั้ย? ซื้อประกันแบบไหนดี?5.คุณต้องมีเงินสำรองเงินจำนวนนี้เกิดจากการเก็บออม โดยจำนวนเงินนั้นมาจากจำนวนรายจ่ายเป็นระยะเวลา 6 เดือน เงินจำนวนนี้จะช่วยให้เราสามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าด้านการเงินได้โดยไม่ต้องกู้ยืมเงินคนอื่น ซึ่งทำให้เรากลับเข้าไปอยู่ในวงจรหนี้อีกครั้ง6.คุณต้องศึกษาเรื่องภาษียิ่งรายได้มาก ก็อย่าลืมว่าภาษีก็ต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว เพราะถือเป็นกฏหมายที่ทุกคนในชาติต้องปฏิบัติตาม สิ่งที่สาวๆควรศึกษาคือกฏหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับภาษี ไม่ว่าจะเป็นการลดหย่อนหรือการละเว้นใดๆก็ตาม7.คุณต้องวางแผนเกษียณใครบอกว่าสาวๆจะวางแผนเกษียณก่อนไม่ได้??? แผนนี้ยิ่งวางเร็วยิ่งดี ดังนั้นการเริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ก็เพื่อผลประโยชน์สำหรับเราในวันที่ต้องการหยุดพักตอนบั้นปลาย แม้จะไม่แรงทำงานแต่ก็ยังมีเงินสำหรับจับจ่ายใช้สอยอย่างไม่ต้องลำบากลูกหลาน!!!อย่าลืมว่าสาวๆอย่างเราต้องสวยและเตรียมพร้อมเสมอ!!! ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความงามหรือแม้แต่ด้านการเงินก็ตาม หากต้องการบริหารจัดการการเงินด้วยตนเองสิ่งสำคัญคือศึกษาหาความรู้และเริ่มต้นตั้งแต่ตอนนี อย่ารอให้อายุ 30 ก่อนแล้วค่อยเริ่มต้นนะจ๊ะ   ที่มา https://aommoney.com/stories/aommoney-ideas/7-%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89-30/21369#jifk650m60