รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  •   เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเราถึงขอกู้เงินไม่ผ่าน สมัครบัตรเครดิตก็ไม่เคยได้ ในขณะที่เพื่อนร่วมงาน ทำงานอยู่บริษัทเดียวกันตำแหน่งงานเดียวกันแท้ ๆ กลับได้รับการอนุมัติเสียอย่างนั้น วันนี้ เรามาตอบข้อสงสัยกันครับว่า การอนุมัติสินเชื่อเกี่ยวข้องอย่างไรกับการสร้างเครดิต และเราจะสร้างเครดิตให้ดีได้อย่างไร การพิจารณาให้เงินกู้หรือสินเชื่อ ในอดีต ระบบการให้เงินกู้ มักขึ้นอยู่กับความสนิทสนมกันระหว่างผู้ขอกู้กับผู้ให้กู้ เข้าลักษณะที่ว่า ใครสนิทกันมาก รู้จักนิสัยใจคอ พื้นฐานครอบครัวกันดี มีอาชีพการงานดี ก็จะขอกู้ได้ง่าย ได้วงเงินสูง แต่ในปัจจุบันนี้ การกู้ยืมเงินได้ขยายขอบเขตไปมากกว่าแค่ในวงของคนรู้จักกัน โดยปัจจุบัน ผู้ให้กู้มักเป็นสถาบันการเงิน ซึ่งออกเงินกู้ให้กับผู้ขอกู้จำนวนมาก การอนุมัติสินเชื่อจึงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ข้อมูลในการพิจารณา มากกว่าเพียงแค่คำว่า รู้จักกัน หนึ่งในเกณฑ์การพิจารณาของผู้ออกสินเชื่อที่นอกเหนือจากข้อมูลทั่ว ๆ ไปอย่าง รายได้สุทธิ รายจ่าย ภาระหนี้ คือ คะแนนเครดิต (Credit Score) ซึ่งเป็นคะแนนเครดิตความน่าเชื่อถือของผู้สมัครขอสินเชื่อแต่ละราย โดยรวบรวมประวัติการชำระเงินจากสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกในเครดิตบูโร หรือบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ ซึ่งสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกเหล่านี้ สามารถขอดูรายงานดังกล่าวเพื่อลดความเสี่ยงในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อได้ ไม่ว่าจะเป็นสินเชื่อบ้าน รถ สินเชื่อธุรกิจ รวมไปจนถึงการขอเปิดใช้งานบัตรเครดิตก็พิจารณาจากคะแนนเครดิตนี้เช่นกัน โดยคนที่มีคะแนนเครดิตสูงหมายความว่า มีประวัติดี แสดงถึงความมีวินัย และความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ จึงเป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่า จะสามารถชำระหนี้ได้ในอนาคต หากได้รับการอนุมัติ ในขณะที่คนที่ไม่เคยกู้เงินใด ๆ เลย หรือไม่เคยแม้แต่จะมีบัตรเครดิต จึงไม่มีประวัติเกี่ยวกับคะแนนเครดิตในระบบ ในความเป็นจริง ถึงแม้คุณจะไม่มีหนี้ แถมมีเงินฝากในธนาคาร แต่ก็จะขาดหลักฐานที่แสดงให้เห็นได้ว่า คุณมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ดีแค่ไหน และในขณะเดียวกัน การที่คุณไม่มีบัตรเครดิต มองในอีกมุมหนึ่งก็อาจจะสื่อได้เช่นกันว่า คุณอาจจะไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะได้รับการอนุมัติบัตรเครดิตจากสถาบันการเงินที่ใดเลย ทำอย่างไรให้ขออนุมัติผ่านฉลุย หากคุณคิดว่า อาจจะมีโอกาสขอสินเชื่อในอนาคตแล้วล่ะก็ การสร้างคะแนนเครดิตให้ดีไว้ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหาย จริงไหมครับ แล้วเราจะสร้างคะแนนเครดิตได้อย่างไรล่ะ     สำหรับคนที่ไม่มีหนี้ และยังไม่มีบัตรเครดิต คุณสามารถสร้างเครดิตได้ด้วยการเลือกสมัครบัตรเครดิตสักใบที่เหมาะสมกับการใช้จ่ายประจำของคุณ และแบ่งการใช้จ่ายประจำที่มีอยู่แล้วมาชำระผ่านบัตรเครดิต เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ซื้อกองทุน หรือซื้อของใช้ในบ้าน ด้วยการผ่อน 0% ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ไม่ได้สร้างภาระหนี้สินที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด แต่เป็นเพียงการเปลี่ยนช่องทางการชำระเงิน และในขณะเดียวกัน เราก็จะสร้างเครดิตได้ด้วยในตัว ส่วนคะแนนสะสมในบัตรก็นับว่าเป็นของแถม     ชำระค่าบัตรเครดิตให้ตรงเวลา และชำระเงินเต็มจำนวนเสมอ เพื่อป้องกันดอกเบี้ย โดยหลักสำคัญ คือ ต้องเก็บประวัติที่มีความต่อเนื่อง เป็นระยะเวลานาน เพื่อแสดงความมีวินัยทางการเงินนั่นเอง     อย่าเพิ่งรีบปิดบัตร สำหรับคนที่ใช้บัตรเครดิต และมีประวัติชำระดีอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้มีความจำเป็นก็อย่าเพิ่งรีบปิดบัตร เก็บประวัติไว้สร้างคะแนนให้เราดีกว่า และอย่าสมัครบัตรใหม่บ่อยจนเกินไป เพราะจะทำให้ดูมีข้อน่าสงสัย     ควบคุมสัดส่วนหนี้ต่อรายได้ประจำ และไม่ก่อหนี้ที่ไม่ก่อประโยชน์ในอนาคต ตัวอย่างหนี้ที่ดี เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา และสินเชื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย สำหรับคนที่เคยมีประวัติที่ไม่ดี เช่น เคยผิดนัดชำระ หรือมีหนี้ค้างชำระ คุณสามารถแก้ไขได้ด้วยการเริ่มสร้างประวัติใหม่ เพราะเครดิตบูโรจะเก็บข้อมูล 3 ปีย้อนหลังเท่านั้น ดังนั้น รีบทำประวัติให้ดีเสียแต่วันนี้ ก็ยังไม่สายสำหรับการสร้างเครดิต เพื่อโอกาสในการขอสินเชื่อในอนาคตครับ ที่มา : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/why-your-financial-credit-history-is-important.html
  • ความเชื่อนั้นเปรียบเสมือนเข็มทิศ การมีความเชื่อที่ผิดย่อมทำให้ชีวิตหลงทาง แน่นอนครับ ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาวะของการเป็นลูกหนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป วันนี้เรามาเช็คกันครับว่า คุณมีความเชื่อผิดๆ ที่อาจทำให้ชีวิตติดหนี้กันอยู่หรือเปล่าครับ   1.       “ทำงานแล้ว ต้องมีบ้าน มีรถ มีบัตรเครดิต” ไม่ว่าจะบ้าน หรือรถ ล้วนเป็นค่าใช้จ่าย ไม่ใช่การลงทุนเพราะไม่ก่อให้เกิดรายได้ ยิ่งการกู้เงินไปซื้อ นอกจากจะไม่สร้างรายได้แล้ว ยังสร้างภาระดอกเบี้ยเงินผ่อนเสียอีก ดังนั้น น้อง ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงาน อย่าเพิ่งรีบสร้างหนี้นะครับ ทำงานเก็บเงินก้อน และซื้อบ้าน ซื้อรถเมื่อพร้อมจะดีกว่า ส่วนเรื่องบัตรเครดิตเนี่ย ถ้าคุณไม่สามารถควบคุมการใช้จ่ายของตัวเองได้ ก็อย่าทำบัตรเครดิตเลยครับ เพราะจะเป็นการเพิ่มช่องทางสู่การเป็นหนี้ในอนาคตเสียเปล่า ๆ 2.       “ซื้อเงินผ่อนสิดี จะจ่ายเงินก้อนโตไปทำไม” สู้เอาเงินที่เหลือไปซื้ออย่างอื่นดีกว่า จริง ๆ ควรจะคิดว่า จ่ายสดสิดีกว่า เพราะไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเงินผ่อนนะครับ 3.       “จ่ายค่าบัตรเครดิต จ่ายแค่ขั้นต่ำก็พอแล้ว” ผิดถนัดเลยครับ การชำระเงินขั้นต่ำ จะสร้างภาระดอกเบี้ยให้คุณชำระในเดือนถัดไป เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากเสียเงินเพิ่ม อย่าลืมชำระให้เต็มยอดทุกครั้งนะครับ 4.       “ราคาถูกขนาดนี้ ซื้อ ๆ ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้ใช้เองแหละ” คิดดูให้ดี ๆ นะครับว่า ระหว่างความคุ้มกับความจำเป็น คุณควรให้น้ำหนักกับสิ่งไหนมากกว่ากัน ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ลองไปเปิดตู้เย็นดูว่า มีของที่หมดอายุไปเยอะแค่ไหน หรือมีเสื้อที่ไม่เคยใส่กี่ตัวในตู้ เหล่านี้แหละครับตัวอย่างของการซื้อของเพราะความคุ้ม 5.       “ชีวิตนี้จะอยู่ไปอีกกี่ปี เกิดมาทั้งที ต้องใช้ชีวิตให้สุด” เอาเลยครับ กิน เที่ยวให้เต็มที่ มีประสบการณ์ดี ๆ ให้เก็บไว้ในความทรงจำเพียบ แต่ไม่มีเงินเหลือให้เก็บในบัญชีสักบาท คงไม่ดีแน่หากสภาพของคุณในช่วงบั้นปลายชีวิตที่แสนจะยืนยาว ต้องอยู่ในร่างกายที่ย่ำแย่ ไม่มีเงิน ซ้ำรายเป็นหนี้ ดังนั้น เริ่มเก็บเงิน และดูแลสุขภาพกันเถอะครับ อย่าหวังพึ่งลูกหลานเลย ปล่อยให้เค้าดูแลชีวิตตัวเองให้ดีก็พอแล้ว 6.       “ประกันชีวิต… ทำไปก็ไม่ได้ใช้” ผมเป็นคนแข็งแรง ไม่เห็นเคยจะป่วยอะไรหนัก ๆ ที่บ้านก็ไม่มีใครมีประวัติเป็นโรคร้าย แน่นอนครับว่า การซื้อประกันเป็นการซื้อเพื่ออนาคต เพราะฉะนั้น ถ้าคุณคิดว่า ชีวิตคุณยังมีอนาคต ก็จงเตรียมความพร้อมไว้เถอะครับ เกิดเจ็บหนักขึ้นมา จะได้มีเงินค่ารักษา 7.       “LTF / RMF ซื้อแล้วเงินจม” ซื้อ LTF ปีนี้ อีกห้าปีได้ใช้ ส่วน RMF กว่าจะได้ใช้เงินก็ตอนแก่ แต่หากคิดในอีกมุมหนึ่ง ก็จะหมายความว่า เมื่อแก่ตัวไป เราก็มีเงินจาก RMF มาใช้ จริงไหมครับ 8.       “เดี๋ยวมันก็มีทางออกเองล่ะน่า” ใช่ครับ ทุกปัญหามีทางออก “ถ้า” มีการลงมือแก้ไข ไม่ใช่การนั่งรอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มาช่วย เช่น หากตอนนี้คุณเป็นหนี้ คุณต้องรู้แล้วครับว่า เดือนนี้คุณต้องทำอะไร แล้วแผนของการปลดหนี้คืออะไร        ตั้งเข็มทิศให้ถูกต้อง แล้วออกเดินทางไปสู่ชีวิตที่มีอิสรภาพ ไร้หนี้หลังเกษียณ"       ใครมีหนึ่งในความเชื่อข้างต้น ควรรีบลบความเชื่อผิด ๆ ออก แล้วปรับทัศนคติเสียใหม่นะครับ ตั้งเข็มทิศให้ถูกต้อง แล้วออกเดินทางไปสู่ชีวิตที่มีอิสรภาพ ไร้หนี้หลังเกษียณกันครับ ที่มา : https://www.krungsri.com/bank/th/plearn-plearn/believe-wrong-make-debt.html
  • ปัญหาหนึ่งของคนมีหนี้บัตรเครดิตที่ยังไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเงิน แถมใช้จ่ายเงินด้วยความฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเงินไม่เป็น อาจก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทันเวลาที่กำหนด ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมา ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขการชำระ ดอกเบี้ยที่คิดจากยอดค้างชำระ ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลเสียจากความเครียดที่มีเพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสียไปเมื่อขาดเงินชำระหนี้  เริ่มแรกเมื่อใช้บัตรเครดิตใหม่ๆ ไม่มีใครคิดอยากเป็นหนี้ แต่พอเริ่มใช้สักระยะหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าตนเองมีกำลังซื้อจากเงินในอนาคตมากขึ้น จากเดิมที่เคยชำระแบบเต็มวงเงิน เริ่มเปลี่ยนเป็นการชำระเพียงบางส่วน ดังนั้น หากไม่มีวินัยในการใช้เงินที่ดีแล้ว จะเริ่มมีการค้างชำระหนี้บัตรเครดิตจาก 1 เดือน เป็น 2 เดือน 3 เดือน และในที่สุดก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งส่งผลต่อการขอกู้เงิน หรือการขอสินเชื่อในครั้งต่อๆ ไป เช่น ในอนาคตหากมีความประสงค์ต้องการซื้อบ้าน รถยนต์ จะทำให้สูญเสียโอกาสในการกู้เงิน เพราะการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ในปัจจุบัน ใช้วิธีดูประวัติการผ่อนชำระผ่านทางระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (Credit Bureau) กล่าวคือ หากเป็นผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระไม่ดี อาจไม่สามารถกู้เงินได้อีกในครั้งต่อไป ดังนั้น คุณผู้อ่านควรรู้จักวิธีบริหารจัดการหนี้ เผื่อไว้สำหรับเวลาที่เดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ จะได้สามารถพึ่งพาเครดิตของตัวเองได้ ไม่ต้องไปขอหยิบขอยืมเงินใครมาใช้สำหรับวิธีบริหารจัดการหนี้นั้น ขอเริ่มจากหนี้ที่ง่ายที่สุด คือ หนี้บัตรเครดิต การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีความง่ายและสะดวกสบาย แต่หากขาดการวางแผนที่ดี อาจก่อให้เกิดเป็นหนี้สินได้ หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้อันดับแรกที่ควรชำระ เนื่องจากดอกเบี้ยสูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตจะเริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่มีการจ่ายเงินแทนลูกค้าออกไป สำหรับเทคนิคการบริหารจัดการหนี้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธีนั้น มีดังต่อไปนี้ ไม่มีเงินจ่าย อย่าได้รูดบัตร ใช้จ่ายให้น้อยกว่า หรือเท่ากับเงินสดที่มีเท่านั้น ชำระเต็มจำนวน... ตรงตามเวลา จะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย รวมถึงค่าปรับต่างๆ ได้ ถือบัตรที่เหมาะกับ Lifestyle มีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลงได้ เช่น เติมน้ำมันผ่านบัตรเครดิตให้ส่วนลดสูงถึง 5% เติมเงินค่าเดินทางรถไฟฟ้าผ่านบัตรเครดิตมีส่วนลดพิเศษ เป็นต้น อ่าน Statement อย่างละเอียด เพื่อทบทวนรายจ่ายในแต่ละเดือน ใช้ Statement เป็นบันทึกการใช้จ่าย ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์จาก Point อย่างเหมาะสม ไม่เป็นเหยื่อโปรโมชั่นของบัตรเครดิต สำหรับผู้ที่เริ่มมีหนี้บัตรเครดิต และต้องการหาทางออก มีเคล็ดลับดีๆ ในการลดหนี้ ก่อนอื่นควรรู้จักกับหนี้ที่เหมาะสมของบัตรเครดิตก่อน คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มีหนี้บัตรเครดิตเท่าไร ถึงจะไม่เกินตัว สำหรับจำนวนหนี้ที่ต้องผ่อนชำระบัตรเครดิตนั้น   ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้สุทธิต่อเดือน หรือ ไม่ควรกู้เกิน 20% ของรายได้สุทธิตลอดทั้งปี เพราะจะส่งผลต่อการผ่อนชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ เคล็ดลับในการลดหนี้บัตรเครดิต ขอแนะนำเทคนิคดีๆ ที่ควรรู้ มีดังต่อไปนี้อันดับแรกต้องใจแข็งไม่ก่อหนี้เพิ่ม ซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทางมาทำงาน เสื้อผ้าตามความจำเป็น ฯลฯ มีข้อคิดดีๆ สำหรับการประหยัดเงินเพื่อมาชำระหนี้เพิ่ม คือ “ถึงแม้ว่าจะถูกแค่ไหน ถ้าไม่ใช้ ก็ไม่ซื้อ”
  • “เมื่อตัดสินใจซื้อรถยนต์ นอกจากเตรียมเงินเป็นค่าผ่อนรถยนต์ในแต่ละเดือนแล้ว ต้องมีการสำรองเงินสำหรับภาระค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมัน ค่าประกันภัยรถยนต์” เวลาเลือกซื้อรถยนต์สักคัน สิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการช็อปปิ้งโปรโมชั่น “ลดแลกแจกแถม” หากศูนย์รถยนต์ใดหรือพนักงานขายคนไหนให้ของแถมมากที่สุด ก็มีวี่แววว่าจะเป็นที่น่าดึงดูดใจที่สุด แต่ไม่ว่าจะซื้อรถยนต์จากที่ใดก็ตาม เราจะได้รับสิ่งหนึ่งพ่วงมาด้วยเสมอโดยไม่สนใจว่าเราต้องการหรือไม่ ส่วนพ่วงที่ว่า ก็คือ ค่าใช้จ่ายจากการใช้รถยนต์ นั่นเอง ค่าใช้จ่ายอันดับแรกที่มาคู่กันเป็นเงาตามตัวสำหรับการใช้รถยนต์ คือ ค่าน้ำมัน แน่นอนว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เลี่ยงไม่ได้ ยิ่งในช่วงนี้ที่ราคาน้ำมันมีแต่ประกาศปรับขึ้นไม่ว่าจะด้วยเหตุผลจากความรุนแรงทางการเมืองในประเทศตะวันออกกลางหรือความต้องการบริโภคน้ำมันในต่างประเทศ ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้เกิดความรุนแรงต่อกระเป๋าเงินของเราทั้งสิ้น แต่รถยนต์ก็ยังต้องการเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อน เมื่อเป็นเช่นนี้ หลายคนจึงหันไปใช้ทางเลือกอื่น เช่น การติดตั้งระบบแก๊ส ไม่ว่าจะเป็น LPG หรือ NGV ซึ่งก็ช่วยลดภาระค่าน้ำมันลงไปได้พอสมควร แต่ก็ต้องยอมรับว่าจะมีค่าติดตั้งระบบแก๊สเป็นต้นทุนเพิ่มอย่างหนึ่ง และส่งผลให้ราคาขายต่อในวันข้างหน้าอาจไม่สูงเท่ากับรถยนต์ที่ไม่ได้ติดตั้งระบบแก๊ส รวมถึงประกันภัยบางแห่งอาจไม่รับประกันสำหรับรถยนต์ที่ติดตั้งระบบแก๊ส ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือ ความปลอดภัยในการติดตั้งและใช้งาน ดังนั้น หากอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะติดตั้งระบบแก๊สหรือไม่ เราอาจลองคำนวณหาจุดคุ้มทุน เปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย รวมถึงตรวจสอบมาตรฐานของศูนย์บริการให้ถี่ถ้วนเสียก่อน ขึ้นชื่อว่ารถยนต์ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ก็ต้องสึกหรอไปตามการใช้งาน ขึ้นชื่อว่ารถยนต์ เครื่องยนต์กลไกต่างๆ ก็ต้องสึกหรอไปตามการใช้งาน ค่าบำรุงรักษา จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือค่าซ่อมบำรุงเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ เริ่มเสื่อมสมรรถภาพ อย่างไรก็ดี หากเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมนั้นเป็นไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตระหว่างการขับขี่รถยนต์แล้ว บ่อยครั้งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้ จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง หรือค่าซ่อมบำรุงเมื่ออุปกรณ์ต่างๆ เริ่มเสื่อมสมรรถภาพ อย่างไรก็ดี หากเหตุผลที่ต้องเปลี่ยนหรือซ่อมแซมนั้นเป็นไปเพื่อความปลอดภัยในชีวิตระหว่างการขับขี่รถยนต์แล้ว บ่อยครั้งค่าใช้จ่ายเหล่านี้จึงไม่อาจปฏิเสธได้ ค่าใช้จ่ายรายปีอย่าง ค่าประกันภัยรถยนต์ เป็นอีกหนึ่งรายจ่ายที่ต้องตระเตรียมไว้ ซึ่งประกันภัยรถยนต์ก็มีให้เลือกหลายประเภทตามความคุ้มครองและค่าเบี้ยประกันที่มากน้อยแตกต่างกัน แต่จะเลือกประกันภัยประเภท 1 หรือ 2 หรือประเภทใดก็ตาม ควรพิจารณาให้เหมาะสมตามลักษณะการใช้งานรถยนต์และความคุ้มครองที่ต้องการเป็นหลัก ประโยชน์อย่างหนึ่งของการทำประกันภัยรถยนต์ซึ่งเรามักไม่เห็นในวันที่ทำประกัน แต่มีประโยชน์มากมายในวันที่จำเป็น นั่นคือ ช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันนั่นเอง  นอกจากนี้ ยังมี ค่าใช้จ่ายจิปาถะอื่นๆ ที่คุณอาจไม่ได้คิดถึงในวันที่ซื้อรถยนต์ เช่น ค่าทางด่วน ค่าที่จอดรถ ค่าล้างรถ เป็นต้น เหล่านี้เป็นรายจ่ายที่มาทีละนิดทีละหน่อย แต่สามารถมาได้เรื่อยๆ ซึ่งหากนำมารวมกันก็อาจกลายเป็นค่าใช้จ่ายก้อนโตก้อนหนึ่งได้เลยทีเดียว ค่าใช้จ่ายทางอ้อมอีกประการที่จะตามมาและอาจตามมาเป็นจำนวนมากอย่างคาดไม่ถึง นั่นก็คือ ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตของเรา ซึ่งอาจเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบการใช้ชีวิต (Lifestyle) ของเราเอง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทางท่องเที่ยวหรือค่าทานอาหารนอกบ้าน ยิ่งไปกว่านั้น ค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตนี้มักเกิดขึ้นโดยที่เราไม่รู้ตัวและด้วยความเต็มใจค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่พ่วงมากับการใช้รถยนต์นั้น นับวันมีแต่จะเพิ่มขึ้นไปตามเงินเฟ้อ แต่มีอย่างหนึ่งที่ลดลงอยู่ตลอดเวลา นั่นก็คือ มูลค่าของรถยนต์ ซึ่งได้ลดมูลค่าลงตั้งแต่วันแรกที่ถอยรถยนต์ออกจากศูนย์และลดลงไปเรื่อยๆ ตามค่าเสื่อมและกาลเวลา เห็นอย่างนี้แล้ว ไม่ว่าจะซื้อรถยนต์ยี่ห้อไหน รุ่นอะไร คงต้องหันกลับมาถามตัวเองก่อนว่าเราพร้อมรับค่าใช้จ่ายส่วนพ่วงนี้แล้วหรือยัง ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Car_A006.aspx
  • “การชอปปิ้งและการสังสรรค์เป็นประจำ ถือเป็นมารร้ายที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้” เชื่อว่าทุกคนต่างต้องการออมเงิน เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต แต่ก็มักพบเจอกับอุปสรรคมากมาย ทำให้ไม่สามารถออมเงินได้ อะไรบ้างที่เป็นมารร้ายทำให้เราไม่ได้ออมเงิน แล้วเราจะขจัดมารร้ายออกไปได้อย่างไร มาดูกันเลยค่ะ  เหตุการณ์ไม่คาดฝัน ปฏิเสธไม่ได้ว่า อุบัติเหตุ เจ็บป่วย หรือตกงาน มีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา (ตกงานอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นได้บ่อยๆ แต่ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้น) และเป็นสาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้ เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ บางครั้งก็เป็นเงินสูงถึงหลักหมื่นหลักแสน หากเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นมา ทำให้เราต้องนำเงินออมออกมาใช้จ่าย ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเงินออมที่มีไม่เพียงพอ อาจทำให้ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเพิ่มเติม วิธีการที่จะป้องกันไม่ให้เรานำเงินออมมาใช้เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันคือ การสำรองเงินเผื่อฉุกเฉิน โดยควรสำรองเอาไว้ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น เงินฝาก กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ส่วนจำนวนเงินที่ควรสำรองนั้นเท่ากับ 6 เท่าของรายจ่ายรายเดือนค่ะ  การชอปปิ้ง มารตัวสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถออมเงินได้คือ การชอปปิ้ง ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ หรือรองเท้า แม้ว่าราคาของสินค้าเหล่านี้จะไม่สูงมากนัก แต่การซื้อบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้ ส่วนชายหนุ่มนั้น แม้จะไม่ได้ชอปเยอะ ชอปบ่อย ชอปนาน แบบผู้หญิง แต่สินค้าที่ซื้อมักจะเป็นของชิ้นใหญ่ เช่น อุปกรณ์แต่งรถ หรืออุปกรณ์กีฬา ก็ทำให้เก็บเงินกันไม่ได้เช่นกัน วิธีที่จะช่วยให้เราสามารถชอปได้โดยไม่กระทบการออมเงินของเราก็คือ การตั้งงบประมาณในการชอป ในแต่ละเดือนแนะนำให้ตั้งงบไว้เลยว่า จะซื้อของเป็นเป็นเงินเท่าไร และทำบัญชีรับจ่ายสม่ำเสมอ เพื่อควบคุมไม่ให้ค่าใช้จ่ายเกินงบที่ตั้งไว้ จะได้มีเงินเหลือเก็บไว้ออมได้ค่ะ  การสังสรรค์ การกินข้าวนอกบ้านหรือไปสังสรรค์ปาร์ตี้เป็นประจำ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้ เพราะการกินข้าวนอกบ้านครั้งหนึ่งก็มีค่าใช้จ่ายเป็นหลักร้อย ส่วนการไปสังสรรค์ปาร์ตี้หรือเที่ยวกลางคืนนั้น ยิ่งจะมีค่าใช้จ่ายในแต่ละครั้งที่สูงขึ้น โดยอาจสูงถึงหลักพัน อีกทั้งเป็นการทำลายสุขภาพในระยะยาวด้วย หากเราสามารถปรับลดกิจกรรมเหล่านี้ลง โดยลดการกินข้าวนอกบ้านจากสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เหลือสัปดาห์ละครั้ง ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงได้มาก ส่วนการไปเที่ยวกลางคืนก็ควรปรับลดด้วยเช่นกัน เพราะไม่ใช่แค่จะประหยัดเงินได้ในระยะสั้น แต่จะเป็นการรักษาสุขภาพ ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดเงินค่ารักษาพยาบาลในระยะยาวได้อีกด้วยค่ะเมื่อเราสามารถขจัดมารผจญ(จน) และออมเงินได้แล้ว ก็อย่าลืมนำเงินที่ออมได้ไปลงทุน เพราะจะช่วยให้เราได้รับผลตอบแทนจากเงินออมก้อนนี้มากขึ้น ส่วนจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรนั้น คงต้องเลือกให้เหมาะสมกับความสำคัญของเป้าหมาย และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ค่ะ ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A007.aspx