รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • หลายคนเก็บเงินไม่อยู่ แต่ไม่รู้สาเหตุจริงๆ ว่าเพราะอะไรเราถึงเก็บเงินไม่ได้ บ้างก็บอกว่ารายได้น้อย บ้างก็บอกว่าค่าใช้จ่ายเยอะ แต่อยากให้ลองดูพฤติกรรมของเรากันสักนิดว่าเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเก็บเงินไม่อยู่หรือเปล่า ซึ่งพฤติกรรมที่ว่านี้มีอะไรบ้าง และจะมีวิธีแก้ไขอย่างไรK-Expertมีคำตอบของมันต้องมี         วลีฮิตของใครหลายคนในตอนนี้ เวลาที่เราอยากได้อะไรขึ้นมาสักอย่าง ก็มักจะมีเหตุผลเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอ ที่ว่า“ของมันต้องมี”ต้องมีจริงไหม หรือเป็นความต้องการที่ไม่จำเป็น ถ้าว่ากันตามทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s hierarchy of needs Theory) อธิบายไว้ว่า มนุษย์เรามีความต้องการ (Needs) อยู่ 5 ระดับ เช่น ความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างปัจจัย 4 ความต้องการที่จะได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูงหรือสังคมรอบข้าง เป็นต้น นั่นหมายความว่า หากเราจะตัดสินใจซื้อของอะไรสักอย่าง เราก็มักจะซื้อเพื่อสนองความต้องการพื้นฐานของเรานั่นเอง ซึ่งดูเหมือนว่าจะไม่มีอะไร แต่จะเกิดอะไรขึ้นหากเราใช้เหตุผลเรื่องความต้องการในการซื้อสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น ซื้อเสื้อผ้าราคาแพงเกินฐานะ โดยบอกกับตัวเองว่าฉันซื้อเพราะเสื้อผ้าคือปัจจัย 4 หรือซื้อรถหรูเกินกว่ารายได้เพียงเพราะต้องการให้ได้รับการยอมรับจากเพื่อนฝูง เป็นต้น         วิธีแก้คือก่อนตัดสินใจซื้ออะไร ควรคิดพิจารณาให้รอบคอบก่อน ที่บอกว่าของมันต้องมีนั้น ที่จริงแล้วเป็น“need หรือ want”กันแน่ เชื่อว่าหลายคนยังคงสับสนระหว่าง need กับ want โดย want นั้น จะหมายถึงความต้องการเพียงชั่วคราวหรือไม่มีเหตุผลมารองรับ แต่ need จะหมายถึงความต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างยิ่งยวด ซึ่งหากไม่ได้แล้วจะมีความเดือดร้อนอย่างยิ่ง ดังนั้น ถ้ามีเงินมากพอ มีเงินเก็บเพื่อเป้าหมายสำคัญเรียบร้อยแล้ว การใช้เงินเพื่อตอบสนอง want ก็ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าอยากเก็บเงินให้ได้ทุกครั้งก่อนใช้ ให้ถามหาเหตุผลหรือทบทวนดูก่อนว่าของที่จะซื้อนั้นเป็น want หรือ needไม่ได้มากันบ่อยๆ          เป็นวลีที่เรามักได้ยินกันอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาที่กำลังชอปปิงอยู่ต่างประเทศ เมื่ออยากได้ของขึ้นมาสักชิ้นหนึ่ง แต่ก็รู้สึกลังเลว่าจะซื้อหรือไม่ซื้อดี ก็มักจะมีวลีนี้ผุดขึ้นมาในหัว หรือหลุดออกมาจากเพื่อนร่วมทริปว่า“ซื้อไปเถอะ ไม่ได้มากันบ่อยๆ”หรือไม่รู้ว่าจะได้มาอีกทีเมื่อไร ถ้าไม่ซื้อไปแล้วจะมานั่งเสียใจทีหลังไม่ได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นเหตุผลสนับสนุนว่าเราควรจะซื้อของชิ้นนั้น แล้วตัดสินใจรูดบัตรไปอย่างง่ายดาย ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า You Only Live Once (YOLO) โดยเป็นแนวคิดที่บอกว่า คนเราเกิดมาแค่เพียงครั้งเดียว จึงควรใช้ชีวิตให้คุ้ม ซึ่งคำว่าคุ้มนี่ล่ะที่แต่ละคนให้คำจำกัดความที่ไม่เหมือนกัน บางคนมองว่าการไปชอปปิงที่ต่างประเทศนั้นไม่ได้มาบ่อยๆ เลยต้องจัดเต็มให้คุ้มค่าตั๋วด้วยการซื้อของราคาแพงติดไม้ติดมือกลับไปด้วยทุกครั้ง         วิธีแก้คือให้เรา“ตั้งงบประมาณในการชอปปิง”แต่ละครั้งไว้ ว่าเราจะใช้เงินไม่เกินเท่าไร และพยายามควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ภายใต้งบประมาณนั้นนานๆ จะ sale สักที          เวลาไปชอปปิงแล้วเห็นป้ายสีแดงๆ ที่เขียนว่า sale เรามักจะสะดุดตาและถูกดึงดูดให้เข้าร้านไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่วนใหญ่จะลงเอยด้วยการซื้อของชิ้นนั้นกลับมาด้วยเหตุผลที่ว่า“ก็ของมันลดราคา นานๆ เค้าจะ sale สักที”พฤติกรรมแบบนี้สอดคล้องกับแนวคิด The six principles of persuasion ของ Robert Cialdini ในหัวข้อ Scarcity ที่บอกไว้ว่า คนเราจะตัดสินใจทำอะไร เพราะเสียดายโอกาสนั้นๆ กลัวว่าจะพลาดโอกาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ซึ่งหากคิดแบบนี้บ่อยๆ และตัดสินใจใช้จ่ายเงินเพียงเพราะเสียดายโอกาส คิดว่านานๆ จะ sale สักที กลัวพลาด รีบซื้อเลยดีกว่า แบบนี้ก็คงไม่มีเงินเก็บแน่นอน         วิธีแก้คือก่อนตัดสินใจซื้อของลดราคา ลองพิจารณาดูก่อนว่า“เราจำเป็นต้องซื้อของชิ้นนั้นหรือไม่”เป็นของที่เรามีอยู่แล้วหรือเปล่า จำเป็นต้องซื้อเพิ่มอีกไหม หากของชิ้นนั้นไม่ได้ลดราคา แล้วเรายังต้องการอยู่ไหม ที่จริงแล้วเราซื้อเพราะอะไรกันแน่ เพื่อเป็นการทบทวนความคิดและเรียกสติกลับมาก่อนตัดสินใจใช้จ่ายเงินนั่นเองไม่มีไม่ได้ เดี๋ยวไม่ intrend          หากเราเป็นคนหนึ่งที่เห็นใครใช้อะไรก็อยากใช้ตามบ้าง เช่น เห็นใครๆ ก็ใช้มือถือยี่ห้อนี้กัน หรือเห็นคนรอบข้างใช้กระเป๋าแบรนด์นี้ สุดท้ายเลยต้องจัดตามเขาบ้าง เพราะ  “กลัวตก trend”เดี๋ยวคุยกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง อาการแบบนี้เรียกว่า FOMO (Fear of Missing Out) หมายถึงการที่เรากลัวการตกกระแส เลยต้องมีเหมือนคนอื่นๆ บ้าง ซึ่งในยุคปัจจุบันที่ Social Media แพร่หลายแบบนี้ ทำให้ trend ต่างๆ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก ดังนั้น หากเรามัวแต่วิ่งตาม trend อย่างต่อเนื่อง และใช้เงินซื้อของต่างๆ เพียงเพราะกลัวว่าจะตก trend แล้วล่ะก็ การเก็บเงินคงจะทำได้ยากแน่ๆ         วิธีแก้คือให้เรา“ใช้ชีวิตให้ช้าลง”สนใจคนรอบข้างมากขึ้น หางานอดิเรกทำ เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจาก Social Media หรือ trend ต่างๆ ที่เกิดขึ้น มีความสุขอยู่กับปัจจุบัน และพอใจในสิ่งที่มีอยู่มากขึ้นไว้ก่อน ขอพรุ่งนี้ละกัน          เป็นประโยคที่แสดงให้เห็นถึงการ“ผัดวันประกันพรุ่ง”ไปเรื่อยๆ ไม่ยอมเริ่มต้นทำอะไรสักที โดยเฉพาะเรื่องการเก็บเงิน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเราไม่เห็นความสำคัญหรือไม่มีเป้าหมายในการเก็บเงินไว้ใช้ในอนาคต จึงเลื่อนระยะเวลาในการเก็บเงินออกไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็ไม่มีเงินเก็บสักที         วิธีแก้คือเริ่มต้น“ตั้งเป้าหมายในการเก็บเงินตั้งแต่วันนี้”ไม่ว่าเป้าหมายนั้นจะเป็นเป้าหมายระยะสั้น กลาง หรือยาว ก็ตาม เช่น ตั้งเป้าหมายเก็บเงินจำนวน 400,000 บาท เพื่อดาวน์บ้านภายในเวลา 2 ปี เมื่อเรามีเป้าหมาย เราจะรู้ว่าจะเก็บเงินไปเพื่ออะไร มีแรงจูงใจในการเก็บเงินมากขึ้น และรู้ว่าต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไร ถึงจะบรรลุเป้าหมายตามที่ตั้งใจไว้ได้เมื่อรู้แล้วว่าพฤติกรรมใดบ้างเป็นสาเหตุที่ทำให้เราเก็บเงินไม่อยู่ หากเราสามารถแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเหล่านั้นได้ ก็จะช่วยให้เรามีเงินเก็บมากขึ้น ที่สำคัญคือ เราต้องมีความมุ่งมั่น ตั้งใจในการเก็บเงิน และพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่ดี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการมีเงินเก็บไว้ใช้ในอนาคตนั่นเอง
  • เหล่ามนุษย์เงินเดือนหลายคนคงอ่านเรื่องวิธีการประหยัดเงินมามากมาย หลายคนพยายามทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย แต่ถึงมีเงินออมแต่ก็รู้สึกว่าไม่พอสักที  ลองอ่าน 10 เคล็ดลับต่อไปนี้ที่จะช่วยให้คุณสามารถเก็บออมได้ในแบบฉบับมนุษย์เงินเดือน เคล็ดลับที่ 1ตั้งโหมดการออมอัตโนมัติ     เราสามารถตั้งโหมดอัตโนมัติสำหรับการออมได้ และคุณก็ควรทำ มันช่วยแบ่งเบาภาระและช่วยประหยัดเวลาให้คุณได้อย่างมากการออมผ่านทางInternet Bankingเป็นเรื่องง่ายๆเพียงแค่คุณตั้งให้มีการโอนเงินอัตโนมัติจากบัญชีเงินเดือนของคุณไปยังบัญชีเพื่อการออม เพียงเท่านี้คุณก็มีเงินออมทุกเดือนแบบสบายๆ เคล็ดลับที่2วางแผนการกิน     หลายคนคิดไม่ถึงว่า 1 ในเคล็ดลับการออมเงินแบบง่ายๆคือ'แผนการกิน'การวางแผนการกินช่วยประหยัดเงินให้กับคุณอย่างมาก แผนการกินช่วยลดการกินอาหารแบบฟุ่มเฟือยออกไป และยังทำให้คุณตื่นเต้นมากๆเมื่อต้องวางแผนว่าจะทำอาหารอะไรดีในมื้อถัดไป แทนการเดินตามห้างซุปเปอร์มาเก็ตแล้วซื้ออะไรมากิน แผนนี้นอกจากช่วยประหยัดแล้วยังช่วยสาวๆที่กำลังคิดแผนไดเอทอีกด้วย เรียกว่าทั้งประหยัดเงินแถมเรายังได้สุขภาพที่ดีขึ้นอีกด้วย เคล็ดลับที่ 3อาหารสุขภาพราคาถูก     หากคุณบอกว่าไม่มีเวลาวางแผนการกิน เราขอบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงไปกับการวางแผนซื้อวัตถุดิบทุกอย่างแต่เลือกซื้อสิ่งที่ดีที่สุดเฉพาะบางอย่างก็พอเช่น เมื่อคุณต้องการทำข้าวผัดกุ้ง สิ่งที่คุณต้องการคือกุ้ง, ผักนิดหน่อย(แล้วแต่สูตร) และข้าว คุณก็เลือกซื้อกุ้งอย่างดีก็พอ แต่ผักหรือข้าวให้เลือกซื้อของที่คุณภาพเหมาะสมกับราคาหรืออาจซื้อของที่กำลังลดราคาก็ได้ แค่นี้คุณก็ได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพในราคาที่ถูกลงมา เคล็ดลับที่ 4ดื่มน้ำให้มากขึ้น     หลายคนคงสงสัยว่าการดื่มนำเกี่ยวกับการออมเงินยังไง?คุณสามารถประหยัดได้เพิ่มขึ้นหากคุณเน้นการดื่มน้ำเปล่าแทนการดื่มน้ำอัดลมหรือชานมไข่มุก น้ำเปล่าราคาถูกมากเมื่อเทียบกับทั้ง 2 อย่าง หรือลองซื้อเครื่องกรองน้ำมาก็ช่วยประหยัดเงินได้มากขึ้นอีก ลองสั่งน้ำเปล่าเมื่อออกไปทานอาหารข้างนอกกับเพื่อนๆสิ แล้วคุณจะพบว่าแค่ดื่มน้ำเปล่าก็ช่วยให้คุณประหยัดได้มากขึ้น เคล็ดลับที่ 5ตั้งงบการเงินแบบไม่ต้องตั้งงบ     หากคุณไม่ชอบการต้องจดบันทึกรายรับ – รายจ่าย นี่คือทางออกของคุณ ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นมากมายที่สามารถเชื่อมต่อกับบัญชีและบันทึกการใช้จ่ายของคุณโดยตรงคุณสามารถตรวจสอบบัญชีของคุณได้ตลอดเวลา เพียงแค่คุณแบ่งประเภทรายจ่ายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แม้ว่าบางครั้งอาจจะต้องมีการเปลี่ยนประเภทของรายจ่ายบ้างแต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้ากับการทำธุรกรรมของคุณเองได้ เคล็ดลับข้อที่ 6วางแผนปลดหนี้     ถ้าคุณอยากปลดหนี้ก็ต้องมีแผนที่ชัดเจน วิธีการชำระหนี้นั้นมีหลากหลายวิธี แต่วิธีที่พบเห็นทั่วไปคือเทคนิคก้อนหิมะและเทคนิคหิมะถล่มแล้ว 2 วิธีนี้ต่างกันยังไง? เทคนิคก้อนหิมะนั้นเหมาะกับผู้มีรายได้น้อยและมีจำนวนเจ้าหนี้มาก วิธีการคือการเขียนรายชื่อเจ้าหนี้และจำนวนเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมด จากนั้นก็เริ่มชำระจากหนี้ที่ก้อนเล็กที่สุดก่อนและไล่ชำระไปจนถึงหนี้ก้อนที่ใหญ่ที่สุด ส่วนเทคนิคหิมะถล่มนั้นเป็นวิธีที่เน้นการหยุดดอกเบี้ยไม่ให้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม โดยเริ่มจากการเขียนรายชื่อเจ้าหนี้และจำนวนเงินที่เป็นหนี้ทั้งหมดเช่นกัน แต่จะเริ่มชำระเงินจากหนี้ก้อนที่ใหญ่ที่สุดแล้วไล่ลงมาเรื่อยๆจนถึงหนี้ก้อนที่เล็กที่สุดแทน ทุกคนสามารถเลือกเทคนิคให้เข้ากับตนเองเพื่อที่จะสามารถปลดหนี้ได้โดยไม่ลำบากจนเกินไป และเราเองก็ต้องวางแผนออมเงินขณะปลดหนี้เพื่อสร้างความมั่งคั่งในอนาคตด้วย เคล็ดลับข้อที่ 7หาอาชีพเสริม     ถ้าคุณรู้สึกว่าการเก็บออมเงินอย่างเดียวไม่พอสำหรับเป้าหมายทางการเงินของคุณ อาชีพเสริมก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องเป็นงานที่ต้องใช้เวลานานแต่ทำชั่วคราวเพื่อหารายได้เสริมให้คุณสามารถบรรลุเป้าหมายได้เร็วยิ่งขึ้นแล้วยิ่งหากคุณมีหนี้การหาอาชีพเสริมเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับการปลดหนี้ หรือหากคุณอยากลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ อาชีพเสริมก็เป็นทางเลือกที่ทำให้คุณสร้างเงินลงทุนได้เร็วขึ้น งานบริการเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมากเพราะงานบริการจะมีค่าทิปส์ที่สามารถทำเงินได้มากกว่างานปกติของคุณ เคล็ดลับข้อที่ 8ใช้คูปองอย่างชาญฉลาด     มีคนคน 2 กลุ่มใหญ่ๆที่เราสามารถมองเห็นได้เมื่อพูดถึงคูปอง กลุ่มแรกบอกว่าคูปองนั้นไม่คุ้มกับเวลาที่เราต้องเสียไป แต่อีกกลุ่มบอกว่าคูปองนั้นคุ้มสุดๆเพราะช่วยคุณประหยัดเงิน แต่ความจริงแล้วยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคูปอง เพราะคูปองในตอนนี้พัฒนาออกมาในรูปแบบดีลออนไลน์ต่างๆมากมายทำให้เราสามารถเลือกซื้อสินค้าหรือบริการได้ในราคาที่คุ้มค่า แต่การซื้อและใช้คูปองทุกครั้งต้องดูรายละเอียดและเงื่อนไขการใช้คูปองให้ดี ไม่เช่นนั้นการซื้อคูปองอาจน่าเสียดายแทน เคล็ดลับที่ 9ลองกฎ 30 วันอันตราย     หากคุณต้องการซื้อของอะไรก็ตามที่ราคาแพง ลองใช้กฎ 30 วัน โดยไม่ซื้อของภายใน 30 วันนั้น หากผ่านไป 30 วันแล้วคุณคิดว่าคุณยังอยากซื้อของอยู่คุณค่อยซื้อของ บ่อยครั้งที่เมื่อเราปล่อยเวลาให้ผ่านไปเรื่อยๆ ความต้องการซื้อของเราก็จะค่อยๆลดลงหากความอยากซื้อนั้นเกิดขึ้นเพราะอารมณ์หรือแค่อยากได้เท่านั้น เคล็ดลับที่ 10ลด ละ เลิก นิสัยไม่น่ารัก     เมื่อคุณต้องการออมเงิน แน่นอนว่าคุณต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเดิมๆของตัวเองเช่น หนุ่มๆที่ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ราคาของเหล้าแลบุหรี่นั้นแพงจนน่ากลัว แต่ถ้าคุณมีเป้าหาว่าจะออมเงินก็ต้องเลิกทั้ง 2 อย่างให้เด็ดขาด การลดจำนวนบุหรี่ลงเหลือเพียงสัปดาห์ละ 1 ซองจากวันละซองก็สามารถประหยัดเงินให้คุณจำนวนมาก หรือลดการดื่มเหล้าลงก็ช่วยให้คุณมีเงินออมเพิ่มมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว     เคล็ดลับทั้ง 10 เป็นเพียง 1 ในหลายๆทางเลือกในการประหยัดและออมเงินให้รวดเร็วขึ้น ทุกคนสามารถเลือกบางข้อไปปรับใช้ให้เหมาะกับไลฟสไตล์ของตนเองขอเพียงจำไว้ว่าหัวใจการออมคือต้องมีวินัยและตั้งใจจริง ก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จในการออมเงินแล้ว   ที่มา https://aommoney.com/stories/aommoney-ideas/10-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%A9%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99/18717#jifgt9v135
  •       ถ้าพูดถึงการเก็บเงิน เชื่อว่าหลายคนคงแอบคิดในใจว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สนุกเท่ากับการเอาเงินมาใช้จ่าย จึงไม่ค่อยสนใจอยากเก็บสักเท่าไร แต่หากเราทำให้การเก็บเงินมีลูกเล่น กลายเป็นเรื่องสนุกขึ้นมา ก็น่าจะช่วยให้ใครหลายคนหันมาสนใจเก็บเงินกันมากขึ้น เรียกว่าเก็บเพลินๆ เผลอแป๊บเดียวก็มีเงินก้อนได้ K-Expert มีเทคนิคเก็บเงินสนุกๆ แบบอยู่หมัดมาฝากค่ะ   เก็บเงินทุกวัน(ที่)             วิธีนี้ให้เอาวันที่เป็นตัวตั้ง หมายความว่า วันที่ 1 ให้เก็บเงิน 1 บาท วันที่ 2 เก็บ 2 บาท หยอดกระปุกไปเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 31 เก็บ 31 บาท พอขึ้นเดือนใหม่ ก็เริ่มเก็บ 1 บาทใหม่ตามวันที่นั้นๆ ทำแบบนี้ไปทุกเดือนๆ รวมทั้งปี เราจะมีเงินเก็บทั้งหมด 5,738 บาท หรือถ้าใครจะเก็บเงินวันที่ 1 เป็น 10 บาท วันที่ 31 เป็น 310 บาท ก็ได้ค่ะ รวมทั้งปีเราจะมีเงินเก็บถึง 57,380 บาท เอาไปซื้อทองได้เลยทันทีถึง 2 บาทเก็บเงินทุกวันเงินเดือนออก           วิธีนี้ให้เอาวันที่เราได้รับเงินเดือนเป็นตัวตั้ง พอเงินเดือนออกปุ๊บ ก็ให้เก็บก่อนเลย 20% ของเงินเดือน ถือเป็นการเก็บเงินก่อนใช้ สมมติได้เงินเดือน 15,000 บาท ก็เก็บ 3,000 บาท ทำแบบนี้ทุกเดือนๆ ถึงสิ้นปี เราจะมีเงินเก็บ 36,000 บาทเลยค่ะ เก็บเศษของเงินเดือน           วิธีนี้ให้เอาเศษของเงินเดือนเป็นตัวตั้ง สำหรับคนที่เงินเดือนมีเศษ เช่น 20,580 บาท ก็ให้เก็บเศษ 580 บาท หากใครมีเศษน้อยหน่อย เช่น 21,100 บาท ก็อาจจะเก็บ 1,100 บาทเลยก็ได้ค่ะ ลองปรับดูตามความเหมาะสม แล้วเก็บแบบนี้ไปทุกเดือนๆ เศษเงินเดือนที่ว่าเล็กก็สามารถกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ได้ไม่ยาก ใช้เท่าไร เก็บเท่านั้น             วิธีนี้ให้เอารายจ่ายฟุ่มเฟือยในแต่ละวันเป็นตัวตั้ง เช่น วันนี้ซื้อเสื้อไป 250 บาท ก็ให้เก็บ 250 บาท เท่ากับจำนวนเงินที่ใช้ไป ยิ่งเราใช้เงินฟุ่มเฟือยมาก ก็ยิ่งต้องเก็บมาก ถือเป็นการเก็บเงินหลังใช้ และเป็นวิธีที่เหมาะกับคนที่ค่อนข้างใช้เงินเก่ง เพราะยิ่งเราใช้เยอะ เราก็ต้องมีวินัยในการเก็บเงินให้เยอะขึ้นด้วยนั่นเองค่ะ   เก็บแบงก์ 50             วิธีนี้ให้เรามุ่งความสนใจไปที่แบงก์ 50 ค่ะ เพราะเป็นแบงก์ที่เรามักไม่ค่อยจะได้เจอสักเท่าไรในชีวิตประจำวัน เวลาใช้จ่ายแล้วได้รับเงินทอนมาเป็นแบงก์ 50 เมื่อไร ไม่ว่าจะเป็นแบงก์เก่าหรือใหม่ก็ตาม ให้เก็บไว้เลยทันที ทำแบบนี้ทุกครั้งที่ได้รับเงินทอน สมมติใน 1 สัปดาห์เก็บแบงก์ 50 ได้เฉลี่ย 2 ใบ โดย 1 ปีมี 52 สัปดาห์ เท่ากับว่าปีนี้เราเก็บแบงก์ 50 ได้ทั้งหมด 104 ใบ ก็จะมีเงินเก็บ 5,200 บาทค่ะ             ใครสนใจวิธีไหนก็ลองนำไปปรับใช้กันดูนะคะ เลือกอย่างน้อย 1 วิธี หรือจะใช้หลายๆ วิธีร่วมกันก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ หากใครมีไอเดียในการเก็บเงินแปลกๆ ไม่เหมือนใคร ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหนก็ตาม เช่น เก็บเงินตามวันที่เกิด สมมติเกิดวันที่ 5 ก็ให้เก็บเงินทุกวันที่ 5 ของเดือน หรือหากเกิดวันจันทร์ จะเก็บเงินทุกวันจันทร์ก็ได้ หากช่วยให้เราจำง่ายและเก็บเงินได้ก็ลงมือทำเลยค่ะ แนะนำให้แชร์วิธีเก็บเงินที่เราทำผ่าน Social Media ในวันแรกที่ทำทันที เพื่อเป็นการบอกให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ และยังเป็นการใช้สังคมบังคับตัวเราเองให้ทำอย่างต่อเนื่อง ทำจนเกิดเป็นความเคยชิน กลายเป็นนิสัย แล้วเราจะรู้สึกว่าการเก็บเงินไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดอีกต่อไป            ส่วนใครที่มีวินัยในการเก็บเงินอย่างสม่ำเสมออยู่แล้ว ก็แนะนำให้เก็บเท่าๆ กันทุกเดือน ที่สำคัญคือ เมื่อเก็บเงินได้แล้ว อย่าลืมนำไปลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนด้วยนะคะ อาจเริ่มจากการลงทุนในกองทุนรวมก่อนก็ได้ โดยเลือกกองทุนให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงที่เรารับได้ และให้ธนาคารหักบัญชีอัตโนมัติเพื่อนำไปลงทุนทุกเดือน (Saving Plan) เริ่มต้นเพียง 500 บาท เพียงเท่านี้ก็จะช่วยให้เงินของเรางอกเงยมากขึ้น             การเก็บเงินจะไม่ใช่เรื่องยากและน่าเบื่ออีกต่อไป แถมยังช่วยให้เราเก็บเงินได้อย่างที่ตั้งใจสักที แนะนำให้ลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เริ่มเก็บเงินตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะการเริ่มก่อนจะช่วยให้เรามีเงินเก็บในจำนวนที่มากกว่า และไม่เหนื่อยกับการเก็บเงินก้อนใหญ่ หรือต้องเร่งเก็บเงินเมื่ออายุมากแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นอาจเก็บเงินไม่ทันแล้วก็ได้ค่ะ   ที่มา https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A120.aspx
  •                เราอาจเคยได้ยินว่า การขอสินเชื่อบ้านให้ผ่านนั้น ก็ว่ายากแล้ว แต่การผ่อนบ้านให้หมดครบทุกงวดนั้น ยากยิ่งกว่า ดูแล้วเป็นคำกล่าวที่ไม่ผิดนัก เพราะกว่าจะผ่อนบ้านหมดก็ใช้เวลาหลายสิบปี อะไรก็ไม่แน่นอน อาจเกิดเหตุที่ทำให้เราผ่อนบ้านไม่ไหวขึ้นมา เงินในแต่ละเดือนที่เคยผ่อนบ้านสบายๆ กลับกลายต้องนำไปใช้จ่ายอย่างอื่น เช่น ค่าเทอมลูก ค่ารักษาพยาบาลของตนเองหรือครอบครัว ค่าซ่อมบ้านซ่อมรถ หรือช่วงเศรษฐกิจไม่ค่อยดี บริษัทขอลดเงินเดือน หรือปรับลดพนักงาน แล้วเราเป็นหนึ่งในนั้น หากต้องประสบพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้ จะทำอย่างไร K-Expert มีทางออกมาแนะนำหาคนช่วยผ่อน             เมื่อผ่อนคนเดียวไม่ไหวการหาคนมาช่วยผ่อนได้ก็เป็นทางออกที่ช่วยให้ผ่อนบ้านสบายกระเป๋ามากขึ้นเริ่มแรกลองพูดคุยปรึกษา หรือหยิบยืมจากญาติพี่น้อง เพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าผ่อนบ้านไปก่อน แต่ถ้าต้องการเพิ่มชื่อคนผ่อนในสัญญากู้บ้านด้วยนั้น อันนี้ต้องแจ้งธนาคาร เพราะการเพิ่มชื่อคนผ่อนจะเข้าลักษณะกู้ร่วม ซึ่งธนาคารกำหนดว่าต้องมีความสัมพันธ์กัน เช่น พ่อ/แม่และลูก พี่น้อง เครือญาติ สามีภรรยา โดยทั่วไปสามารถเพิ่มชื่อผู้กู้ร่วม (คนผ่อนร่วม) ได้สูงสุด 2 คน และธนาคารจะประเมินดูความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของคนที่เราจะเพิ่มชื่อเข้ามา             ทั้งนี้ ถ้าคนที่ช่วยผ่อนบ้าน ต้องการถือกรรมสิทธิ์ด้วย หรือได้ชื่อว่าเป็นเจ้าของบ้านอีกคนหนึ่งเพื่อแลกกับเงินที่จ่ายไป นอกจากจะต้องติดต่อธนาคารเพื่อเปลี่ยนแปลงสัญญากู้บ้านให้มีชื่อเป็นผู้กู้ร่วมแล้ว ยังต้องติดต่อกรมที่ดินเพื่อเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ แต่การเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ กรมที่ดินจะถือเสมือนว่ามีการซื้อขายเกิดขึ้น เช่น เดิมกู้คนเดียว ถือกรรมสิทธิ์คนเดียว เมื่อเพิ่มชื่ออีกคนเข้ามา จะเสมือนขายบ้านให้ครึ่งหนึ่ง ทำให้มีค่าใช้จ่ายตามมาดังนี้          ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย คิดจากราคาประเมินโดยหักค่าใช้จ่ายได้ตามจำนวนปีที่ถือครอง ผู้กู้บ้านในตอนแรกจะต้องนำราคาบ้านครึ่งหนึ่งมาคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เช่น บ้านมีราคาประเมิน 3 ล้านบาท เมื่อแบ่งให้อีกฝ่ายครึ่งหนึ่ง จะต้องนำ 1.5 ล้านบาทมาคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย สมมติถือครองบ้านมา 6 ปี หักค่าใช้จ่ายได้ 60% ยอดคงเหลือเท่ากับ 600,000 บาท จากนั้นหารด้วยจำนวนปีที่ถือครอง 6 ปี จะได้ 100,000 บาท เมื่อคำนวณตามฐานภาษีจะได้ 100,000 x 5% = 5,000 บาท (300,000 บาทแรกเสียภาษี 5%) แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ถือครองอีกครั้ง ดังนั้น ภาษีหัก ณ ที่จ่ายเท่ากับ 5,000 x 6 = 30,000 บาท          ภาษีธุรกิจเฉพาะ 3.3% หรือค่าอากรแสตมป์ 0.5% คิดจากราคาซื้อขายหรือราคาประเมิน โดยใช้ราคาที่สูงกว่าซึ่งเสียอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยถ้ามีชื่อในทะเบียนบ้านเกิน 1 ปี หรือถือครองบ้านเกิน 5 ปี จะเสียค่าอากรแสตมป์ แต่ถ้าไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ สมมติ เข้าเงื่อนไขเสียค่าอากรแสตมป์ โดยราคาประเมินเท่ากับราคาซื้อขายบ้านอยู่ที่ 3 ล้านบาท จะเสียค่าอากรแสตมป์ 0.5% x 1.5 ล้าน = 7,500 บาท          ค่าโอน 2% ของราคาประเมินเช่น บ้านราคาประเมิน 3 ล้านบาท จะมีค่าโอนเกิดขึ้น 2% x 1.5 ล้าน = 30,000 บาท แต่กรณีสามีภรรยา ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่า โดยถ้าบ้านหลังนั้นเป็นสินส่วนตัวจะมีค่าใช้จ่ายในการให้ 0.5% ของราคาประเมิน จากตัวอย่าง ค่าใช้จ่ายในการให้จะเท่ากับ 0.5% x 1.5 ล้าน = 7,500 บาท แต่ถ้าเป็นสินสมรสจะมีค่าธรรมเนียมเกิดขึ้นเพียง 75 บาท รีไฟแนนซ์บ้าน              สำหรับผู้ที่ผ่อนบ้านมาได้อย่างน้อย 3-5 ปี อาจโชคดีหน่อย เพราะสามารถรีไฟแนนซ์บ้าน หรือย้ายสินเชื่อบ้านไปอีกธนาคารหนึ่งโดยไม่โดนเบี้ยปรับ (เงื่อนไขขึ้นอยู่กับสัญญากู้บ้าน) ซึ่งผู้กู้ที่อายุยังไม่มาก สามารถรีไฟแนนซ์เพื่อขยายเวลาผ่อนบ้านออกไป ช่วยให้ยอดผ่อนต่อเดือนลดลงรวมถึงบางธนาคารให้ผ่อนแบบขั้นบันไดได้ คือ ปีแรกๆ ของการผ่อนบ้าน ยอดผ่อนจะยังไม่สูงนัก ช่วยให้ไม่เป็นภาระที่หนักเกินไป แล้วยอดผ่อนค่อยปรับสูงในช่วงปีหลังๆ ซึ่งส่วนใหญ่รายได้คนเรามักปรับสูงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป รวมถึงปัญหาการเงินที่ผู้กู้บ้านประสบอยู่อาจคลี่คลายแล้ว               ตัวอย่างเช่น วงเงินกู้บ้านครั้งแรก 3 ล้านบาท เลือกผ่อน 20 ปี จะผ่อนเดือนละ 22,500 บาท เมื่อรีไฟแนนซ์หลังจากผ่อนบ้านมาแล้ว 3 ปีด้วยเงินต้นคงเหลือที่ 2.7 ล้านบาท โดยถ้าขยายเวลาผ่อนบ้านออกไปได้ ค่าผ่อนก็จะลดลงเช่น ผ่อน 20 ปี จะผ่อนเดือนละ 20,200 บาท หรือผ่อน 25 ปี จะผ่อนเดือนละ 18,300 บาท               นอกจากนี้การรีไฟแนนซ์ยังมีข้อดีที่สำคัญคือ ช่วงปีแรกๆ ที่ผ่อนบ้าน ธนาคารมักมีโปรโมชันอัตราดอกเบี้ยถูก ช่วยให้จ่ายดอกเบี้ยลดลงจากอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่ในปัจจุบันแต่ต้องเปรียบเทียบดูว่าจะคุ้มกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นหรือไม่ ได้แก่ ค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ใหม่ ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ และค่าประเมินราคาหลักประกันประมาณ 3,000 บาท (ขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร) สมมติ รีไฟแนนซ์ด้วยวงเงินกู้ 2.7 ล้านบาท จะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 31,350 บาทเจรจากับธนาคาร              ทางออกหนึ่งของผู้กู้บ้านที่กำลังประสบปัญหาการเงินหรือเริ่มผ่อนบ้านไม่ไหว สามารถทำได้คือการเจรจาหรือปรึกษาธนาคาร ชี้แจงถึงปัญหาการเงินที่กำลังประสบอยู่ เพื่อดูว่าธนาคารมีทางออกอย่างไรให้บ้างโดยธนาคารจะพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมา              จำไว้ว่าอย่าหยุดจ่ายค่าผ่อน หรือเงียบหายไปเลยเพราะธนาคารไม่รู้ว่าเรากำลังมีปัญหาการเงิน โดยถ้าเราเงียบหายไม่จ่ายค่าผ่อนตามกำหนด อาจนำไปสู่การฟ้องร้องเพื่อยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ยิ่งสร้างปัญหายุ่งยากตามมาได้              จะเห็นได้ว่าทุกปัญหามีทางออก เพียงแค่เราค่อยๆ คิด ค่อยๆ วางแผน บางครั้งเพียงปรับลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้แต่ละเดือนเหลือเงินมากขึ้นที่จะนำมาจ่ายค่าผ่อนบ้านในแต่ละงวดมากขึ้น หรือหาทางเพิ่มรายได้ที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมากนัก แต่อาศัยทักษะความรู้ความสามารถหรือความถนัดที่เรามีอยู่ ซึ่งรายได้เล็กๆ น้อยๆ รวมๆ กัน อาจเป็นเงินก้อนใหญ่ที่ช่วยต่อลมหายใจให้กับการผ่อนบ้านได้     ที่มา https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A045.aspx
  • เราต้องยอมรับว่าในยุคนี้โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นหนี้ของพวกเราคนทำงานนั้นค่อนข้างที่สูง เพราะว่าสิ่งเร้ารอบข้างค่อนข้างที่จะเยอะ บวกกับค่าใช้จ่ายในการใช้ชีวิตค่อนข้างจะสูงโดยเฉพาะในเขตตัวเมือง จึงทำให้บางครั้งนั้นรายได้ที่หามาได้ก็ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จนเป็นเหตุให้ต้องเป็นหนี้ขึ้นมานั่นเอง  รวมถึงหลายๆ คนนั้นมีการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตแบบไม่มีการวางแผน ใช้จ่ายไปตามอารมณ์ จนทำให้เป็นหนี้ ซึ่งก็จริงอยู่ว่าบัตรเครดิตนั้นเป็นตัวช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้จ่ายให้กับเรา แต่ทว่าสุดท้ายแล้วก็ขึ้นอยู่กับเราผู้ถือบัตรต่างหาก ว่าจะใช้ให้เกิดประโยชน์หรือเกิดหนี้สินแก่ตัวเอง ด้วยเหตุนี้MoneyGuru.co.thจะพาไปดูสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากมี หนี้ท่วมหัว กัน เพื่อที่เราจะได้ระวังตัวกันไว้ จะได้ห่างไกลจากการมี หนี้ท่วมหัว มาบดบังอนาคตการเงินของเรา การใช้จ่ายเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่เราอยากได้ หรือ ใช้เงินเพื่อผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานที่หนัก ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ผิด แต่เราควรมีการวางแผนการใช้จ่ายให้ดี เพื่อที่เราจะได้ไม่ใช้จ่ายมากจนเกินไป จนเป็นเหตุให้เดือดร้อนเรื่องการเงิน 2สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงหากไม่อยากมีหนี้ท่วมหัว 1.ต้องจ่ายชำระหนี้เกินกว่า 40%ของรายได้ในแต่ละเดือน การรู้จักจ่ายชำระหนี้ที่เรามีอยู่ ถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะเป็นการค่อยๆ ปลดหนี้ที่เรามีอยู่ให้หมดไป เพื่อให้สภาพการเงินของเรานั้นกลับมาดีอีกครั้ง แต่ทว่าหากเราต้องจ่ายชำระมากจนเกินไปในแต่ละเดือนก็คงไม่ดีแน่ๆ เพราะอาจจะเดือดร้อนเงินในส่วนอื่นๆ จนอาจจะทำให้เราเป็นหนี้เพิ่มขึ้นมาอีกก็ได้เนื่องจากว่าเงินไม่พอใช้ และการที่เราต้องจ่ายชำระหนี้มากๆ ในแต่ละเดือนนี้ ก็จะแสดงให้เห็นว่าเรานั้นมีหนี้สินอยู่มาก ซึ่งเมื่อเป็นแบบนี้ก็อาจจะทำให้เราเสียโอกาสดีๆ ในชีวิตไปก็ได้ เพราะเงินรายได้ที่เราหามาได้นั้นหมดไปกับการจ่ายหนี้เสียส่วนใหญ่ จนอาจจะไม่มีเหลือพอที่จะนำไปต่อยอดเพื่อให้เงินงอกเงยเพิ่มขึ้นมาได้ ซึ่งบางครั้งกว่าที่เราจะรู้ตัวสภาพการเงินของเราก็ย้ำแย่ไปเสียแล้ว ดังนั้นเราจึงมีวิธีเช็คว่าเรามีหนี้ที่ต้องชำระในแต่ละเดือนเกินกว่า 40% หรือไม่ มาฝากกัน ตามมาดูกันเลย วิธีเช็คว่าเรามีหนี้ที่ต้องชำระในแต่ละเดือนเกินกว่า 40%หรือไม่ เริ่มต้นด้วยการนำเอารายจ่ายในส่วนของยอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนของเรา เช่น หนี้รถ สินเชื่อ หนี้บัตรเครดิต หนี้ผ่อนคอมพิวเตอร์ หนี้ผ่อนของต่างๆ เป็นต้น ทั้งหมดมารวมกัน เราก็จะได้ยอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนของเราแล้ว จากนั้นก็นำยอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนของเรามาหารด้วยเงินเดือนหรือรายได้ของเรา แล้วคูณด้วย 100 รอดูตัวเลขสุดท้ายที่ออกมานี้ว่าเกินกว่า 40% หรือไม่ ถ้าไม่เกินก็ยังถือว่ายังไม่น่าห่วง แต่หากเกินกว่า 40% นี่ถือว่าน่าเป็นห่วงแล้วล่ะครับ เราต้องรีบแก้ปัญหาอย่างด่วนนั่นเอง เช่น หารายได้เสริม เป็นต้น เพราะไม่อย่างนั้นเราอาจจะประสบปัญหาการเงินได้ครับ ตัวอย่างการคำนวณ – เรามียอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนดังนี้ หนี้ค่าผ่อนคอมพิวเตอร์ 2,000 บาท หนี้ค่าผ่อนโทรศัพท์มือถือ 2,000 บาท หนี้ค่าผ่อนเครื่องเกม 2,000 บาท หนี้ผ่อนรถ 7,000 บาท – รวมแล้วยอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนของเราจะเท่ากับ 2000 + 2000 + 2000 + 7000 =13,000บาท – เรามีรายได้เดือนละ 25,000 บาท – ยอดชำระหนี้ในแต่ละเดือนของเราคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อรายได้จะเท่ากับ 13,000 ÷ 25,000 × 100 = 52% ถือว่าน่าเป็นห่วงอย่างมากเพราะเกินกว่า 40% ไปค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ทางที่ดีรีบหารายได้เสริมและลดการใช้จ่ายๆ ต่างของเราลงจะดีกว่าครับ เพื่อที่เรานั้นจะได้หลีกเลี่ยงการเป็น หนี้ท่วมหัว ครับ 2.ลืมว่าเรามีหนี้อยู่ทั้งหมดเท่าไหร่ ไม่ควรเป็นอย่างยิ่งเลยนะครับ เพราะว่าหากเราลืมว่าเรามีหนี้สินทั้งหมดอยู่เท่าไหร่ เราก็อาจจะลืมที่จะจ่ายชำระคืนหนี้บางส่วนทำให้ดอกเบี้ยค่อยๆ เติบโตขึ้นไปตามเวลาที่เราปล่อยทิ้งไว้ครับ นานวันเข้าเราอาจจะมีปัญหาจากดอกเบี้ยตรงนี้ขึ้นมาได้นั่นเอง ทางที่ดีเราควรที่หมั่นตรวจสอบอยู่เสมอว่าเรานั้นมีหนี้อยู่ทั้งหมดเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้วางแผนหาทางจัดการให้หนี้ที่มีอยู่หมดไป รวมถึงวางแผนประหยัดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อลดโอกาสการก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วยครับ ทางที่ดีนั้นเราควรที่จะห่างไกลจากการเป็นหนี้ไว้ให้มากที่สุดจะเป็นการดีกว่าครับ โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดจากการใช้จ่ายตามอารมณ์ของเรา เพราะบางครั้งอารมณ์อยากได้เพียงชั่ววูบอาจจะทำให้เราต้องมีหนี้ก้อนใหญ่ก็ได้ครับ ที่มา https://www.moneyguru.co.th/blog/2-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%87-%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7