รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • การเงินนอกระบบ​​​การเงินนอกระบบไม่ได้หมายถึงหนี้นอกระบบเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงแชร์ลูกโซ่ การระดมทุน หรือการใช้เงินในการทำธุรกิจที่ไม่อยู่ภายใต้ระบบการควบคุมกำกับดูแลของทางราชการ ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งที่มิจฉาชีพมักจะแฝงตัวเข้าไปหลอกเงินจากเหยื่อลักษณะกลโกงการเงินนอกระบบเงินกู้นอกระบบเงินกู้โดยตรง ผู้ให้บริการเงินกู้นอกระบบมักเป็นผู้ให้กู้ที่ไม่อยู่ในระบบสถาบันการเงิน ส่วนมากจะคิดดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าสถาบันการเงินกำหนด โดยจะบอกตัวเลขดอกเบี้ยหรือเงินคืนน้อย ๆ เพื่อดึงดูดผู้กู้ นอกจากนี้ผู้ให้กู้บางรายยังบังคับให้ลูกหนี้เซ็นสัญญาเงินกู้ที่ไม่ได้กรอกข้อความ หรือระบุจำนวนเงินกู้เกินจริง เช่น กู้ 10,000 บาท แต่ให้กรอกตัวเลขสูงถึง 30,000 บาท แต่ที่น่ากลัวคือ การทวงหนี้ด้วยวิธีที่โหดร้ายหรือผิดกฎหมาย เช่น ขู่กรรโชก ประจาน หรือทำร้ายร่างกาย ข้อสังเกตจำนวนจ่ายคืนหรือดอกเบี้ยที่นายทุนเงินกู้แจ้งต่อผู้กู้นั้น มักจะเป็นจำนวนจ่ายคืนหรือดอกเบี้ยต่อวันเพื่อให้ผู้กู้รู้สึกว่าเป็นจำนวนเงินน้อย แต่เมื่อคำนวณเงินที่ต้องจ่ายคืนเทียบกับเงินต้นแล้วจะพบว่าดอกเบี้ยที่นายทุนเงินกู้เรียกเก็บ จะสูงกว่าสถาบันการเงินที่มีทางการกำกับดูแลเป็นจำนวนมากสัญญาอำพรางเงินกู้ (หลีกเลี่ยงการให้กู้โดยตรง)นายทุนเงินกู้จะให้ผู้กู้ใช้บัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิตซื้อสินค้าที่มีมูลค่าแพงว่าเงินกู้ เช่น ต้องการกู้เงิน 20,000 จะให้ซื้อสินค้ามูลค่า 26,000 บาท เมื่อได้สินค้านายทุนเงินกู้จะให้ผู้กู้นำสินค้านั้นมาแลกกับเงินกู้จำนวน 20,000 บาท แล้วผู้กู้จะต้องรับผิดชอบชำระค่าสินค้ากับบริษัทบัตรผ่อนสินค้าหรือบัตรเครดิตพร้อมทั้งดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมอื่น ๆข้อสังเกตนายทุนเงินกู้ไม่ต้องรับความเสี่ยงในการปล่อยกู้เงินในครั้งนี้ เพราะทันทีที่จ่ายเงินให้กับผู้กู้ไป นายทุนเงินกู้จะได้รับสินค้าที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินที่จ่ายให้ผู้กู้ไป กลโกงแชร์ลูกโซ่หลอกให้ทำธุรกิจขายตรงแอบแฝงแชร์ลูกโซ่แชร์ลูกโซ่บางครั้งจะแอบแฝงมากับธุรกิจขายตรง ซึ่งมิจฉาชีพจะโฆษณาชวนเชื่อให้เหยื่อทำธุรกิจขายตรงที่มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง โดยที่เหยื่อไม่ต้องทำอะไร เพียงแค่ชักชวนเพื่อนหรือญาติพี่น้องให้ร่วมทำธุรกิจ เมื่อเหยื่อเริ่มสนใจ จะให้​เหยื่อเข้าร่วมฟังสัมมนาและจ่ายค่าสมัครสมาชิก หรือซื้อสินค้าแรกเข้าในมูลค่าที่ค่อนข้างสูง (สินค้าส่วนมากมักไม่มีคุณภาพ) หรืออาจให้เหยื่อซื้อหุ้นหรือหน่วยลงทุนโดยไม่ต้องรับสินค้าไปขาย แล้วก็รอรับเงินปันผลได้เลย ปัจจุบันยังมีการโฆษณาชักชวนผู้ลงทุนผ่านอินเทอร์เน็ตอีกด้วยข้อสังเกตแชร์ลูกโซ่ในคราบธุรกิจขายตรงจะไม่เน้นการขายสินค้า การสาธิตสินค้า หรือทำให้สมาชิกเข้าใจในตัวสินค้า แต่จะเน้นการหาสมาชิกใหม่เพราะค่าสมัครสมาชิก/ค่าซื้อสินค้าแรกเข้า/ค่าหุ้นหรือหน่วยลงทุนจะถูกนำมาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้กับสมาชิกเก่า แต่หากไม่สามารถหาสมาชิกใหม่ได้ ก็จะไม่สามารถจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกเก่าได้ ชักชวนให้ซื้อสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ตมิจฉาชีพจะใช้วิธีประกาศขายสินค้าราคาถูกผ่านทางอินเทอร์เน็ต ส่วนมากจะเป็นสินค้าใหม่หรืออาจเป็นสินค้าที่ยังไม่วางขายในประเทศไทย เช่น สมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ล่าสุด ตุ๊กตาหรือของเล่นที่กำลังเป็นที่นิยมในต่างประเทศ โดยให้ผู้ที่สนใจแจ้งจำนวนที่ต้องการพร้อมโอนเงินค่ามัดจำ หรือจ่ายเงินเต็มจำนวน ส่วนมากเหยื่อจะได้รับสินค้าตรงตามคำสั่งซื้อ เหยื่อจึงหลงเชื่อสั่งสินค้ารอบที่ 2 โดยมักจะชักชวนเพื่อน หรือญาติ ๆ ให้ซื้อพร้อมกันเป็นจำนวนมาก เมื่อมิจฉาชีพได้รับเงินแล้วก็จะหนีไปโดยไม่มีการส่งมอบสินค้าใด ๆ บางครั้งมิจฉาชีพยังหลอกให้ร่วมลงทุนในสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า การซื้อขายหรือเก็งกำไรจากการขึ้นลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศอีกด้วย ข้อสังเกตมิจฉาชีพจะขายสินค้าในราคาถูกมาก และส่วนใหญ่จะส่งสินค้าตามคำสั่งซื้อในครั้งแรกที่มีการสั่ง เพื่อให้เหยื่อหลงเชื่อและสั่งสินค้าเพิ่มในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิมมาก ๆ วิธีป้องกันกลโกงการเงินนอกระบบเงินกู้นอกระบบ วางแผนรายรับรายจ่ายล่วงหน้าและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันปัญหาเงินไม่พอใช้ซึ่งอาจนำไปสู่การก่อหนี้ ประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเองก่อนก่อหนี้ ศึกษารายละเอียดของผู้ให้กู้ เพื่อป้องกันการถูกเอารัดเอาเปรียบหรือการทวงหนี้โหด เลือกกู้เงินในระบบ เพราะมีสัญญาการกู้เงินที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่า หากจำเป็นต้องกู้เงินนอกระบบ ให้ศึกษาเงื่อนไข รายละเอียดสัญญาให้ดีก่อนเซ็นสัญญา กลโกงแชร์ลูกโซ่ ไม่โลภไปกับผลตอบแทนมูลค่าสูงที่มิจฉาชีพนำมาล่อเพื่อเร่งการตัดสินใจ อย่าไว้ใจ หรือเกรงใจจนไม่กล้าปฏิเสธเมื่อคนชวนทำธุรกิจที่มีลักษณะคล้ายแชร์ลูกโซ่ ศึกษาที่มาที่ไปของการลงทุนหรือสินค้าให้ดีก่อนการลงทุน โดยเฉพาะธุรกิจหรือสินค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงมากในเวลาอันสั้น หรือมีราคาถูกผิดปกติ หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มธุรกิจที่ไม่แน่ใจ เพราะอาจถูกหว่านล้อมให้ร่วมลงทุนในธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ติดตามข่าวสารกลโกงอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ควรทำเมื่อตกเป็นเหยื่อกลโกงการเงินนอกระบบเงินกู้นอกระบบหนี้นอกระบบส่วนมากเป็นหนี้ที่ผู้กู้ต้องรับภาระดอกเบี้ยค่อนข้างสูง ผู้กู้จึงควรหาแหล่งเงินกู้ในระบบที่มีดอกเบี้ยถูกกว่ามาชำระคืน แต่หากไม่สามารถกู้ยืมในระบบได้ ผู้กู้อาจต้องยอมขายทรัพย์สินบางส่วนเพื่อนำมาชำระหนี้ แก้ไขปัญหาดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นจนไม่สามารถชำระคืนได้ หากตกเป็นเหยื่อเงินกู้นอกระบบ สามารถขอรับคำปรึกษาได้ดังนี้ ส่วนอำนวยการปฏิบัติการแก้ไขหนี้สินภาคประชาชนสำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม 6 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ โทร. 1359การให้คำปรึกษา: ช่วยเหลือ/ประสานงานหน่วยราชการต่าง ๆ เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา เช่น ประสานงานไปยังสถาบันการเงินเฉพาะกิจ รวมถึงช่วยเหลือการเจรจาประนอมหนี้ ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมกระทรวงยุติธรรม ถนนแจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ โทร. 0-2575-3344การให้คำปรึกษา: ช่วยเหลือด้านกฎหมายเกี่ยวกับสัญญา/ติดต่อประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ความช่วยเหลือด้านทนาย ศูนย์ดำรงธรรม กระทรวงมหาดไทยตู้ ป.ณ. 1 ปณฝ. มหาดไทย กรุงเทพฯ โทร. 1567 การให้คำปรึกษา: ให้คำปรึกษา/แนะแนวทางการแก้ไขปัญหา/พิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประสานงานไปยังนายอำเภอแต่ละท้องที่เพื่อประสานงานต่อ กลโกงแชร์ลูกโซ่หากตกเป็นเหยื่อแชร์ลูกโซ่ ควรรวบรวมเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งหมด แล้วติดต่อขอรับคำปรึกษาได้ที่ ส่วนป้องปรามการเงินนอกระบบ สำนักนโยบายพัฒนาระบบการเงินภาคประชาชน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ซอยอารีย์สัมพันธ์ ถนนพระราม 6 สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ โทร. 1359 ​​​​  ที่มา : http://www.1213.or.th/th/finfrauds/LoanShark/Pages/LoanShark.aspx 
  • “วางแผนการเงินล่วงหน้าให้เหมาะกับอาชีพของตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมรับเหตุการณ์ไม่คาดฝันและป้องกันชีวิตสะดุด” การวางแผนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะทุกๆ วันเราจะเห็นว่า เรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้ตลอด ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งล้วนแต่เป็นเรื่องที่ต้องเสียทรัพย์ทั้งสิ้น และการที่ไม่ได้เตรียมวางแผนการเงินไว้ล่วงหน้าก็ทำให้ขาดสภาพคล่องได้ ดังนั้น ทุกคนจึงควรวางแผนเผื่อไว้ล่วงหน้า แต่ใช่ว่าแผนเหมือนกันจะใช้ได้สำหรับทุกคน เพราะในช่วงวัยเดียวกันแต่มีอาชีพที่แตกต่างกัน ก็ย่อมมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน ซึ่งจะมีเทคนิคต่างกันอย่างไรบ้างนั้นมาลองดูกัน มนุษย์เงินเดือน โดยทั่วไปมนุษย์เงินเดือนจะได้รับเงินเดือนเป็นประจำเท่าๆ กันทุกสิ้นเดือน เรียกได้ว่า มีรายได้ประจำสม่ำเสมอ หากทำงานล่วงเวลาเกินปกติ ก็จะมีรายได้เพิ่มเป็นโอทีอีกต่างหาก ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด หรือเกิดแผนที่ไม่ได้ตั้งใจ ก็ยังมีความปลอดภัยสำหรับรายได้อยู่ค่อนข้างสูง  การกันเงินสำรองเงินเผื่อฉุกเฉินของมนุษย์เงินเดือนจึงไม่จำเป็นต้องมีมากนักเมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพอื่น โดยทั่วไปควรมีประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน  ในการคำนวณค่าใช้จ่ายต่อเดือนนั้น จะนับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เช่น ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ ค่าเช่า ค่าผ่อนบ้าน/รถยนต์ ค่าอาหาร ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน ค่าประกันชีวิต ค่าประกันทรัพย์สิน ฯลฯ โดยเงินที่กันสำรองควรนำไปลงทุนในสินทรัพย์สภาพคล่อง ที่สามารถไถ่ถอนได้อย่างรวดเร็ว เช่น เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำเผื่อฉุกเฉิน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น เป็นต้นในส่วนความคุ้มครองเพื่อปกป้องชีวิต ทรัพย์สินและหนี้สินผ่านการทำประกันภัยนั้น มนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่จะมีสวัสดิการประกันภัยหมู่จากบริษัท จึงควรเพิ่มความคุ้มครองประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ที่มีความคุ้มครองตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป เพื่อคุ้มครองชีวิตและยังสามารถนำไปช่วยลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย นอกจากนี้ ควรทำประกันหนี้บัตรเครดิต ประกันภัยบ้านและรถยนต์ เพื่อลดความเดือดร้อนหากเกิดเหตุไม่คาดคิดกับทรัพย์สินขึ้น อาชีพอิสระ หรือ Freelance จะมีความแตกต่างจากมนุษย์เงินเดือน คือ ไม่มีรายได้ประจำ รายได้จะขึ้นอยู่กับงานที่สำเร็จตามที่ตกลงกันไว้ จึงจะได้รับค่าจ้างตามสัญญา ดังนั้น หากมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดดังเช่นที่ผ่านมา ไม่สามารถทำงานได้เสร็จตามที่กำหนด อาจทำให้ไม่ได้รับค่าจ้าง ดีไม่ดีอาจเสียค่าปรับจากการส่งงานล่าช้า หรือถ้านายจ้างประสบปัญหาอุทกภัย ยกเลิกการผลิต กลุ่มอาชีพอิสระก็อาจขาดรายได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับอาชีพ Freelance จึงควรมีการกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่มากกว่ามนุษย์เงินเดือน โดยควรกันไว้ไม่น้อยกว่า 9 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน ในส่วนของความคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน    ชาว Freelance ควรให้ความสำคัญมากกว่ามนุษย์เงินเดือน เพราะไม่มีสวัสดิการจากนายจ้าง ดังนั้น หากชาว Freelance มีภาระหนี้สินบ้าน รถยนต์ หรือหนี้ประเภทอื่นๆ แนะนำให้มีการทำประกันชีวิตแบบระยะเวลา (Term Insurance) เพราะเป็นประกันชีวิตที่มีค่าเบี้ยประกันถูก เมื่อเทียบกับความคุ้มครอง แต่มีข้อเสียคือเป็นเบี้ยทิ้ง และไม่สามารถนำค่าเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีได้นั่นเอง หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการทำประกันชีวิตแบบตลอดชีพ ซึ่งค่าเบี้ยประกันภัยไม่แพงมากนัก อีกทั้งยังสามารถนำค่าเบี้ยประกันมาหักลดหย่อนภาษีได้อีกด้วย ธุรกิจส่วนตัว อาชีพที่หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็น เพราะไม่ต้องการเป็นลูกจ้างใคร และได้เป็นเจ้านายของตัวเอง แต่การเป็นเจ้าของธุรกิจก็ต้องมีภาระความรับผิดชอบมากขึ้น เพราะไม่เพียงแต่คิดกลยุทธ์การตลาด พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ รวมถึงการรับผิดชอบดูแลลูกน้องลูกจ้าง และการบริหารต่างๆ แล้ว ยังต้องรับผิดชอบดูแลยอดขาย ขาดทุนและกำไรที่เกิดขึ้นด้วย หากธุรกิจที่ทำอยู่ไปได้ด้วยดี เช่นไม่เจอวิกฤติน้ำท่วมแต่บริษัทคู่ค้าประสบปัญหา ไม่สามารถส่งของให้ได้ ก็อาจทำให้ธุรกิจที่ทำอยู่ประสบกับปัญหาความยุ่งยากได้ด้วยเช่นกัน ดังนั้น สำหรับธุรกิจส่วนตัวจึงควรมีการกันเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินที่มากกว่าในทุกอาชีพ เพราะนอกจากจะสำรองเผื่อสำหรับค่าใช้จ่ายประจำส่วนตัวแล้ว ยังต้องสำรองเผื่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่ต้องใช้ทุนส่วนตัวอีกด้วย ในส่วนของความคุ้มครอง นอกจากผู้ประกอบอาชีพธุรกิจส่วนตัว ควรทำประกันชีวิต ประกันทรัพย์สิน บ้าน รถยนต์ ประกันหนี้สินบัตรเครดิตส่วนตัวแล้ว ยังควรต้องมีการทำประกันเผื่อสำหรับอาคารสำนักงาน รถยนต์บริษัท ประกันสุขภาพกลุ่มของพนักงาน ประกันหนี้สินต่างๆ ตามประเภทธุรกิจที่ทำอีกด้วย การวางแผนรับมือที่แตกต่างกันในแต่ละอาชีพนั้น ถือเป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้าสำหรับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดในอนาคต เพื่อให้ชีวิตของคุณไม่สะดุด แม้เมื่อเจอกับความไม่แน่นอน  ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A017.aspx  
  • “หาแหล่งเงินกู้ยืมใกล้ๆ ตัวก่อนโดยเริ่มจากสถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน สวัสดิการพนักงาน และสินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา เพื่อประหยัดต้นทุนในการกู้เงินเรียน” ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบัน การลงทุนทางการศึกษาถือว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลอย่างคุ้มค่า เพราะไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการดำรงชีวิต หรือการทำงาน ต่างต้องมีความรู้ด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งใกล้ช่วงเปิดเสรีอาเซียนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้การเรียนมีความสำคัญเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในด้านภาษา และการพัฒนาความรู้ใหม่ๆ ให้ทัดเทียมกับประเทศเพื่อนบ้าน ดังคำพังเพยที่ว่า “รู้อะไรไม่สู้รู้วิชา” แต่หากเราไม่มีทุนส่งเสียตัวเองให้เรียนได้ หรือหารายได้พิเศษเพิ่มเติมแล้วก็ยังไม่เพียงพอ นอกจากการกู้ยืมเงินจากครอบครัวหรือคนรู้จักแล้ว ยังมีแหล่งเงินกู้สำหรับการศึกษาที่ช่วยให้ฝันเป็นจริงได้ การกู้เพื่อการศึกษาถือว่าเป็นการกู้ที่คุ้มค่า เพราะช่วยให้มีความรู้ มีการศึกษาเพิ่มขึ้น สามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองได้ เรามาดูแหล่งเงินกู้เพื่อการศึกษากันค่ะ ขอทุนจากสถาบันการศึกษา หรือบริษัทเอกชน ซึ่งโดยทั่วไป สถาบันการศึกษาจะมีทุนสำหรับนักเรียนเรียนดี และในส่วนของบริษัทเอกชน มักมีทุนการศึกษาสำหรับตำแหน่งงานที่ต้องการ แนะนำให้หาจากเว็บไซต์บริษัทต่างๆ และศึกษาข้อมูล เงื่อนไขของการขอทุนว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งโดยปกติเมื่อศึกษาจบแล้ว บริษัทมักจะให้กลับมาทำงานให้กับบริษัท เพื่อใช้ความรู้ที่ได้เรียนไปมาต่อยอดหรือพัฒนาองค์กร ดังนั้น หากขอทุนได้ นอกจากจะได้เรียนในสิ่งที่ต้องการแล้ว เมื่อเรียนจบยังได้สิทธิทำงานต่อในบริษัทที่ให้ทุนอีกด้วย สวัสดิการพนักงาน ในกรณีที่ทำงานและต้องการหาความรู้เพิ่มเติม การกู้ยืมสวัสดิการพนักงาน นอกจากจะยังสามารถทำงานต่อไปได้แล้ว ยังได้เรียนในสิ่งที่ต้องการ ที่สำคัญดอกเบี้ยจากการกู้ยืมสวัสดิการพนักงานมักจะมีอัตราที่ถูกกว่าการกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพราะบริษัทให้สิทธิประโยชน์กับพนักงานในด้านการศึกษาเพื่อต่อยอดองค์ความรู้ให้กับบริษัทต่อไป สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา ในกรณีที่ไม่มีสวัสดิการกู้ยืมเพื่อการศึกษา สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษาก็นับเป็นสินเชื่อที่น่าสนใจเพราะไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน เพียงแค่ใช้บุคคลค้ำประกันเพียงคนเดียว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาสำหรับ ผู้ศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก หรือประกาศนียบัตรบัณฑิต สำหรับวงเงินให้กู้สูงสุดจะอยู่ที่ 80% ของค่าใช้จ่าย อัตราดอกเบี้ยคิดแบบลดต้นลดดอกจากยอดเงินคงค้าง โดยมีระยะเวลาผ่อนชำระ 5-7 ปี สำหรับการใช้สินเชื่อบุคคลเพื่อการศึกษา จะต้องมีรายได้ประจำต่อเดือนตั้งแต่ 15,000 บาทขึ้นไป โดยผู้มีรายได้ประจำต้องมีอายุการทำงานตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ส่วนผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวต้องมีการดำเนินธุรกิจปัจจุบันมาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี การกู้เงินเพื่อการศึกษา นับว่าเป็นการลงทุนที่ก่อให้เกิดทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากจะช่วยให้ตนเองเป็นบุคคลที่มีคุณภาพแล้ว ยังส่งผลดีต่อสังคมและประเทศชาติอีกด้วย ดังนั้น การลงทุนเพื่อการศึกษาจึงถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและสมควรแก่การลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A021.aspx
  • เวลาเจ็บป่วย ไม่ว่าอาการจะหนักเบาแค่ไหน เราจะนึกถึงหมอ นึกถึงร้านขายยา เราจะรู้สึกว่าเรามีปัญหาที่แก้เองไม่ได้ และหมอช่วยได้ ร้านขายยามีทางออก แต่ถ้าบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์ต่อไปนี้ คุณคิดว่าเขาจะไปปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากใครหรือไม่ บุคคลที่มีเหตุฉุกเฉินในครอบครัว ทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน มีภาระต่อเดือนสูงจนแทบไม่มีเงินเหลือพอให้ใช้จ่ายประจำ (เทียบได้กับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ระยะเริ่มแรกที่มีไข้สูง และจำเป็นต้องได้รับยารักษา) คุณคิดว่าบุคคลกลุ่มนี้จะมองหาที่ปรึกษาที่เป็นมืออาชีพ หรือจะคิดช่วยตัวเองไปก่อน กลุ่มคนที่ เหลืออายุการทำงานไม่ถึง 10 ปี ที่มีเงินเก็บอยู่น้อยนิด แต่ชีวิตก็ยังกินเที่ยวได้ปกติ ซึ่งหากพิจารณากันให้ดีก็พอเดาได้ว่าชีวิตในวัยเกษียณจะยังคงต้องเหนื่อยกับการหาเงินใช้ มากกว่าการได้พักผ่อนสบาย ได้ทำในสิ่งที่รักที่ชอบ แบบที่คนชราควรจะได้ทำ (เทียบได้กับ ผู้ที่มีเซลล์มะเร็ง เริ่มก่อตัวในร่างกาย แต่เจ้าตัวไม่รับรู้ เพราะร่างกายภายนอกยังปกติ) คุณคิดว่าเขาจะไปพบที่ปรึกษาเพื่อตรวจสุขภาพทางการเงินประจำปี หรือเขาจะใช้ชีวิตปัจจุบันที่ยังปกติอยู่ไปเรื่อยๆ คนที่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ไม่มีเงินเดือนประจำ และยังเป็นเสาหลักของครอบครัว ที่เชื่อว่าตัวเองจะสามารถหาเงินดูแลครอบครัวได้ตลอดไป โดยไม่สะดุด (เทียบได้กับ เด็กเล็ก ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน ที่ต้องการวัคซีนเพื่อป้องกันโรคร้าย) คุณคิดว่าเขาจะมองหาใครซักคนที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อพูดคุยสอบถามถึงแนวทางป้องกันเหตุ ที่อาจกระทบต่อการเป็นเสาหลักของครอบครัว เสมือนฉีดวัคซีนทางการเงินเพื่อลดความเสี่ยงทางการเงินหรือไม่   เชื่อว่าถ้าวิเคราะห์แล้วมีคำตอบว่า “ไม่” ในข้อใดข้อหนึ่งข้างต้น ไม่ว่าคุณจะตอบในฐานะคำตอบของตัวเอง หรือเป็นคำตอบแทนคนส่วนใหญ่ที่คุณรู้จัก คุณกำลังเห็นภาพเดียวกันกับผม ภาพที่สังคมที่ไม่ใส่ใจเรื่องการเงิน เพราะตอบ “ไม่” ทั้งที่รู้ว่าสำคัญ และภาพสังคมที่ขาดความรู้ทางการเงิน เพราะตอบ “ไม่” เพราะไม่รู้ว่าสำคัญ   เรื่องนี้แก้ได้ไม่ง่าย เพราะคนกลุ่มไม่ใส่ใจ ต่อให้ข้อมูลข่าวสารจากกูรูทางการเงินเข้าถึงได้ง่ายแค่ไหน ก็ไม่อยู่ในเรดาห์ การค้นหา like หรือ share ของคนกลุ่มนี้ ส่วนคนกลุ่มที่ไม่รู้ว่าสำคัญ ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเรื่องที่โดนใจมากกว่าอย่างเรื่องบันเทิง คงจะผ่านสายตาและถูกศึกษาหาความ มากกว่าเรื่องเงินอยู่แล้ว   สิ่งที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายสามารถทำได้ คือการรณรงค์ให้คนในสังคมส่วนใหญ่ 1. รู้ว่าเรื่องการเงินแบบไหนที่สำคัญ และ 2. ตระหนักว่าเรื่องที่สำคัญดังกล่าวจะต้องคิดถึงและจัดการอย่างไร เหมือนกับที่ สสส. พยายามรณรงค์เรื่อง สุราและบุหรี่ ผม ในฐานะที่ปฏิบัติหน้าที่ในส่วนงานด้านการให้ความรู้ และให้คำปรึกษาแนะนำด้านการจัดการการเงินบุคคล สำหรับลูกค้าธนาคารเอง และบุคคลทั่วไป และในโอกาสที่ธนาคารกสิกรไทย กำลังจะมีศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำทางการเงินบุคคล สำหรับคนทั่วไปในนาม K-Expert Center* ซึ่ง เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่อยากจะได้แนะนำให้ทุกคนหันมามองเรื่องการเงินของตัวเอง และคนรอบตัว เพื่อให้มั่นใจว่าเรานั้นมีแนวโน้มจะเจ็บป่วยทางการเงิน กำลังป่วย หรือเข้าขั้นต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนหรือไม่ บริการให้คำปรึกษาแนะนำทางการเงินนี้ อาจจะแตกต่างจากบริการการรักษาพยาบาลอยู่บ้างที่ เราเองก็ไม่รู้ว่าเราป่วยอยู่ หรือเราสบายดี เราไม่ได้มีการตรวจสุขภาพทางการเงินประจำปีเป็นประจำเหมือนตรวจสุขภาพร่างกาย และบางทีเราก็ไม่ได้จัดว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องยากที่จำเป็นจะต้องถามใคร จนกระทั่งเกิดเหตุและ/หรือ เกิดปัญหาเร่งด่วนชนิดที่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ แต่ถ้าจะให้ทุกคนมองว่า เรื่องการเงินเป็นเหมือนเรื่องสุขภาพความแข็งแรง (ไม่ใช่เรื่องเจ็บป่วย) เหมือนเราอยากมีรูปร่างดี จึงไปพบ trainer ไปออกกำลังกายเข้าฟิตเนส กินวิตามินเสริม ก็คงจะง่ายหน่อยสำหรับคนที่ยังไม่มีปัญหาทางการเงิน หากคุณแค่อยากมีเงินเพิ่มขึ้น อยากมีเงินสักหนึ่งล้านภายใน 2 ปี อยากเก็บเงินให้ได้เยอะ อยากดูแลให้คนข้างหลังไม่เดือดร้อนเมื่อคุณไม่อยู่หรือไม่สามารถหาเงินได้ เหล่านี้ ก็ใช้เป็นเหตุในการเข้าพบที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อทำให้สุขภาพการเงินแข็งแรงได้เช่นกัน และจะยิ่งเป็นเรื่องที่ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นหากจะทดลองพูดคุยเรื่องการเงินกับมืออาชีพ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผมหวังว่าสุดท้ายนี้ เราจะตั้งข้อสงสัยกับสุขภาพการเงินของเราเองทุกวัน ใส่ใจกับรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในเรื่องการเงิน แล้วผมกล้ารับประกันว่า ขอแค่ทุกคนตั้งคำถามเรื่องการเงินกับตัวเอง สอบถามพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญ หาที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อช่วยอธิบายเรื่องการเงินในชีวิตประจำวันให้ได้ ทุกคนจะมีความมั่นคงทางการเงิน และจะสามารถมีอิสระที่จะใช้ชีวิตได้อย่างที่ต้องการ โดยไม่ต้องห่วงว่าเรื่องเงินจะเป็นประเด็นที่ทำให้เราติดขัดหรือเป็นอุปสรรคที่จะทำให้ชีวิตไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มีเงินมาก หรือมีเงินน้อย ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A084.aspx
  • “ลดค่าใช้จ่าย หารายได้เสริม และมีวินัยในการออม เป็น 3 ตัวช่วยให้เราออมเพื่อเกษียณได้ เมื่อรายจ่ายท่วมหัว” “การเริ่มออมเงินเพื่อแผนเกษียณไม่ใช่เรื่องยาก แต่การออมให้ได้ตลอดจนเกษียณอายุได้นั้นเป็นสิ่งที่ยากกว่า” เชื่อว่าหลายคนที่กำลังออมเงินไว้ใช้สำหรับแผนเกษียณคงเห็นด้วยกับประโยคข้างต้น เพราะมักจะมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวางไม่ให้เราออมเงินไว้ใช้ในยามเกษียณได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะค่าใช้จ่ายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นค่าผ่อนบ้านหลังใหม่ ค่าเล่าเรียนลูก เรียกได้ว่า เป็นค่าใช้จ่ายระยะยาวที่ทำให้เราไม่สามารถออมเงินได้อย่างที่ตั้งใจไว้สักที แล้วจะมีวิธีรับมือกับค่าใช้จ่ายเหล่านี้อย่างไร เพื่อให้ออมเงินไว้ใช้ในช่วงเกษียณได้ K-Expert มีคำตอบค่ะ ลดค่าใช้จ่าย เพื่อให้ออมได้ตามแผน เมื่อรู้ว่า จะมีค่าใช้จ่ายอย่างค่าผ่อนรถ หรือค่าเล่าเรียนลูก เพิ่มขึ้นมา และทำให้เราออมเงินสำหรับแผนเกษียณได้น้อยลง การปรับลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ออมเงินได้มากขึ้น เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดที่จะช่วยให้เราสามารถออมเงินได้ตามแผนเดิมที่วางเอาไว้ พอฟังแบบนี้ หลายคนอาจเถียงว่า การลดค่าใช้จ่ายไม่ใช่จะทำได้ง่ายๆ เพราะไม่รู้จะลดค่าใช้จ่ายอะไรดี แนะนำว่า ให้ลองจดบันทึกรับจ่ายดูค่ะ โดยจดเป็นประจำทุกวัน แล้วจะเห็นว่า แต่ละวันเรามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อย่างค่าเสื้อผ้า ค่ากินข้าวนอกบ้าน หรือไปเที่ยวต่างจังหวัด เป็นค่าใช้จ่ายที่เราสามารถลดได้ไม่ยากเลย และยังไม่กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวันด้วย เพียงเท่านี้เราก็สามารถออมเงินเพื่อแผนเกษียณได้อย่างที่ตั้งใจไว้แต่แรกค่ะ ทำอาชีพเสริมวันนี้ เพื่อชีวิตเกษียณสุขสบายในวันหน้า ถ้าลองลดค่าใช้จ่ายดูแล้ว แต่ก็ยังไม่พอที่จะออมเงินเพื่อแผนเกษียณ คงต้องใช้อีกหนึ่งตัวช่วยซึ่งก็คือ การทำอาชีพเสริมนั่นเองค่ะ เพื่อจะได้มีรายได้และเงินออมมากขึ้น สิ่งที่ยากที่สุดของคนที่อยากเริ่มทำอาชีพเสริมคือ ไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี แนะนำว่า ลองเริ่มจากสิ่งที่ตัวเราเองถนัดหรือสนใจก่อน เช่น ถ้าชอบแต่งตัวตามแฟชั่น ก็อาจจะขายเสื้อผ้าทางออนไลน์ หรือถ้าชอบพูดคุยติดต่อกับผู้คน การเป็นนายหน้าขายบ้านก็น่าสนใจค่ะ สิ่งสำคัญในการเริ่มทำอาชีพเสริมคือ ไม่ควรกู้เงินมาลงทุน แต่ควรใช้เงินตัวเองก่อนค่ะ เพราะช่วงแรกๆ เรายังไม่มีความชำนาญ ความเสี่ยงก็จะสูงเป็นพิเศษ หากกู้เงิน แล้วพลาดพลั้งทำไม่สำเร็จขึ้นมา ไม่ใช่แค่จะออมเงินเพื่อเกษียณไม่ได้ ยังจะมีหนี้เพิ่มขึ้นมาอีกนะคะ ออมวันนี้ไม่ไหวจริงๆ ค่อยออมเงินก้อนใหญ่ในอนาคต หากพยายามทั้งลดค่าใช้จ่ายและหารายได้เสริมก็แล้ว แต่เงินในแต่ละเดือนก็ยังไม่พอที่จะออมสำหรับแผนเกษียณอยู่ดี ทางออกสุดท้ายคงต้องเลื่อนแผนการออมออกไปค่ะ อย่างเช่น ตั้งใจจะเก็บเงินไว้ใช้ในช่วงเกษียณให้ได้ 6 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาออม 25 ปี ถ้าเริ่มเก็บเงินเลยเดือนละ 5,000 บาท ในกองทุนหุ้นที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี จะสามารถทำตามเป้าหมายเกษียณที่ตั้งใจไว้ได้ แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นต้องซื้อบ้านหลังใหม่และผ่อนเป็นเวลา 15 ปี ทำให้การออมเพื่อแผนเกษียณต้องเลื่อนออกไปเป็นเริ่มออมในอีก 15 ปีข้างหน้าหลังจากที่ผ่อนบ้านหมดแล้ว ทำให้ระยะเวลาออมเหลือเพียงแค่ 10 ปี ถ้าเป็นแบบนี้ ยอดออมต่อเดือนก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย เพราะหากยังออม 5,000 บาทเท่าเดิม เมื่อถึงช่วงที่เกษียณ เงินเก็บที่มีก็จะไม่พอใช้ อย่างเคสนี้ ยอดลงทุนแต่ละเดือนในกองทุนหุ้นจะต้องเพิ่มขึ้นเป็น 30,000 บาท จึงจะออมเงินได้ตามเป้าหมาย 6 ล้านบาทค่ะ การออมเงินไว้ใช้ยามเกษียณไม่ใช่เรื่องยากเลยนะคะ แม้ว่าจะมีอุปสรรคอย่างค่าใช้จ่ายต่างๆ เข้ามาในช่วงที่เรากำลังเก็บออมเงิน แต่ถ้ามีความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายและหารายได้เสริม รวมทั้งมีวินัยในการเก็บออมเงินให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ เชื่อว่าชีวิตวัยเกษียณที่สุขสบายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ ที่มา : https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Retire_A019.aspx