รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • ​​​​​​​​​​​​​​​​​เครดิตบูโร หรือบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการจัดเก็บข้อมูลบัญชีสินเชื่อและประวัติการชำระสินเชื่อทุกประเภทของบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล​ ซึ่งส่งมาจากสถ​าบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร โดยข้อมูลที่จัดเก็บหรือรายงานในเครดิตบูโรแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลบ่งชี้ คือข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงตัวลูกค้า ได้แก่- ข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน วันเดือนปีเกิด ซึ่งไม่มีการจัดเก็บหมายเลขโทรศัพท์- ข้อมูลที่อยู่ที่ลูกค้าแจ้งกับสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโร ข้อมูลสินเชื่อที่ได้รับอนุมัติและประวัติการชำระหนี้ จำแนกเป็นรายบัญชีที่มีอยู่ในแต่ละสถาบันการเงินและบริษัทสมาชิก โดยมีข้อมูลที่สำคัญดังนี้- สรุปข้อมูลบัญชีสินเชื่อ ซึ่งจะบอกว่าลูกค้ามีสินเชื่ออยู่ทั้งหมดกี่บัญชี มีจำนวนบัญชีที่ใช้สิทธิแก้ไขข้อมูลหรือโต้แย้งกี่บัญชี- ประเภทและเลขที่บัญชีของสินเชื่อ- ชื่อผู้ให้สินเชื่อ- วงเงินที่ได้รับอนุมัติ และวงเงินที่ใช้ไป- สถานะของบัญชี เช่น ปกติ ปิดบัญชี พักชำระหนี้ ค้างชำระหนี้ - รายละเอียดการชำระหนี้ ซึ่งจะแสดงประวัติการชำระหนี้ที่ผ่านมา ทั้งที่ชำระตรง ชำระล่าช้า หรือผิดนัดชำระ​- ข้อมูลอื่น ๆ เช่น วันที่เปิดบัญชี วันที่ชำระหนี้ล่าสุด วันที่ปิดบัญชี วันที่ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ​ วิธีการตรวจเครดิตบูโรบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดได้เพิ่มช่องทางให้ประชาชนตรวจเครดิตบูโรของตนเองให้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น โดยสามารถติดต่อขอใช้บริการได้ 2 ช่องทาง​ ดังนี้ ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ทั้ง 4 สาขา รับรายงานภายใน 15 นาที ธนาคารที่เป็นตัวแทนรับคำขอตรวจเครดิตบูโร (เฉพาะกรณีบุคคลธรรมดาเท่านั้น) รับรายงานทางไปรษณีย์ภายใน 7 วัน สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัดที่ Call Center 0-2643-1250 หรือ www.facebook.com/ilovebureau การขอตรวจเครดิตบูโรเมื่อถูกปฏิเสธสินเชื่อ กรณีผู้ขอสินเชื่อได้รับหนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อจากสถาบันการเงินหรือบริษัทที่เป็นสมาชิกเครดิตบูโรโดยมีสาเหตุจากข้อมูลในเครดิตบูโร ผู้ขอสินเชื่อสามารถยื่นคำขอตรวจเครดิตบูโรกรณีถูกปฏิเสธสินเชื่อได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร ภายใน 30 วันนับจากวันที่ในหนังสือแจ้งปฏิเสธสินเชื่อ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมยื่นเอกสารประกอบดังนี้ บัตรประจำตัวประชาชนพร้อมกรอกแบบคำขอตรวจเครดิตบูโร หนังสือแจ้งปฏิเสธการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน ที่ระบุว่าไม่อนุมัติสินเชื่อเพราะข้อมูลจากเครดิตบูโร  สำหรับกรณีนิติบุคคล ยื่นสำเนาหนังสือรับรองของนิติบุคคล ที่รับรองไว้ไม่เกิน 3 เดือน พร้อมลงนามรับรองความถูกต้องโดยกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม บัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม พร้อมสำเนารับรองความถูกต้อง และกรอกแบบคำขอตรวจเครดิตบูโร​ การขอแก้ไขกรณีข้อมูลเครดิตไม่ถูกต้องหากพบว่าข้อมูลเครดิตของตนเองไม่ถูกต้อง หรือมีการรายงานข้อมูลเครดิตผิดพลาด ควรแจ้งให้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของเราทราบ นอกจากนี้ ตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ. 2545 ลูกหนี้ยังมีสิทธิที่จะยื่นคำขอตรวจสอบ และขอแก้ไขข้อมูลของตนกับเครดิตบูโรได้ โดยติดต่อได้ที่ศูนย์ตรวจเครดิตบูโร โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ เจ้าของข้อมูล กรอกแบบคำขอใช้สิทธิตรวจสอบ/แก้ไขข้อมูลเครดิต หรือทำเป็นหนังสือ ยื่นต่อเครดิตบูโร พร้อมเอกสารประกอบ ดังนี้บุคคลรรมดา- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานราชการ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง- สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข (ถ้ามี)- ​เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)นิติบุคคล- สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคลที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน ซึ่งผู้มีอำนาจลงนามรับรองความถูกต้องพร้อมประทับตราบริษัท (ถ้ามี)- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจ พร้อมลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง- สำเนารายงานข้อมูลเครดิตฉบับที่ต้องการแก้ไข (ถ้ามี)- เอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง (ถ้ามี)​ เครดิตบูโรจะแจ้งไปยังสถาบันการเงินและบริษัทที่เป็นสมาชิกที่นำส่งข้อมูล เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะแจ้งผลให้เจ้าของข้อมูลทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับคำขอตรวจสอบ/แก้ไขข้อมูลเครดิต เมื่อได้รับแจ้งผลการตรวจสอบแล้ว หากเจ้าของข้อมูลไม่เห็นด้วยกับผลตรวจสอบ และมีข้อโต้แย้งที่ไม่อาจหาข้อยุติได้ สามารถยื่นคำขอใช้สิทธิบันทึกข้อโต้แย้งไว้ในระบบฐานข้อมูลของเครดิตบูโรได้ และมีสิทธิในการยื่นอุทธรณ์ข้อโต้แย้งต่อคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิตได้ ภายใน 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งสิทธิ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/Pages/creditbureau.aspx
  • ​​​​​​​​เช่าซื้อรถ​​แม้ว่ารถยนต์และรถจักรยานยนต์จะเป็นสินค้าที่มีราคาสูง แต่หลายคนก็ยังมีความจำเป็นต้องเดินทางด้วยรถส่วนตัวแทนการใช้ขนส่งสาธารณะ สถาบันการเงินจึงมีบริการให้เช่าซื้อรถทั้งสำหรับรถใหม่และรถใช้แล้ว ซึ่งผู้เช่าซื้อจะต้องชำระเงินเป็นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและระยะเวลาที่กำหนด และมีหน้าที่รับผิดชอบซ่อมแซมในทรัพย์สินหากเกิดการชำรุดเสียหาย แต่กรรมสิทธิ์ในรถจะยังไม่เป็นของผู้เช่าซื้อจนกว่าจะชำระเงินครบตามสัญญา วงเงินเช่าซื้อรถ​​ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อมักให้วงเงินเช่าซื้อรถตามประเภทของรถ ดังนี้ รถใหม่ วงเงินส่วนใหญ่จะอยู่ประมาณ 75-80% ของราคารถยนต์ ส่วนที่เหลือผู้ซื้อจะต้องวางเงินดาวน์รถใช้แล้ว วงเงินจะขึ้นอยู่กับสภาพรถ ระยะทาง อายุการใช้งาน และภาวะเศรษฐกิจ โดยอัตราดอกเบี้ยของรถใช้แล้วจะสูงกว่ารถใหม่ เพราะเมื่อเทียบกับรถใหม่แล้ว สถาบันการเงินที่ให้เช่าซื้อรถใช้แล้วมีความเสี่ยงสูงกว่าหากต้องนำรถใช้แล้วมาขายทอดตลาดเพราะขายยากกว่า การคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆการคิดดอกเบี้ยส่วนใหญ่จะคิดแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) ซึ่งคำนวณจากเงินต้นทั้งจำนวนและระยะเวลาการผ่อนชำระทั้งหมด เพื่อกำหนดว่าในแต่ละเดือนจะต้องจ่ายดอกเบี้ยและผ่อนชำระเดือนละเท่าไร และหากทำการสำรวจเงื่อนไขการเช่าซื้อแล้วพบว่ามีผู้ให้เช่าซื้อบางรายเสนออัตราดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) แต่ผู้ให้เช่าซื้อรายอื่นใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก (Effective Rate) เราก็สามารถเปรียบเทียบได้ว่าใครถูกหรือแพงด้วยการเปลี่ยน Flat Rate เป็น Effective Rate ​เมื่อมองในแง่การจ่ายค่างวด ก็มีข้อควรคำนึงถึง ดังนี้ อย่าติดกับดักจ่ายน้อยๆ แต่นาน ๆ เพราะการเพิ่มเงินผ่อนต่อเดือนอีกเล็กน้อย โดยไม่กระทบกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและการออมเผื่อฉุกเฉิน จะช่วยให้เราประหยัดดอกเบี้ยและปลดหนี้ได้เร็วขึ้น​ตัวอย่างเปรียบเทียบการผ่อนรถที่มีจำนวนงวดที่แตกต่างกันสมมติให้รถที่เราต้องการมีราคา 600,000 บาท ต้องจ่ายดอกเบี้ย 3% ต่อปี วางเงินดาวน์ 20% ซึ่งทำให้เหลือเงินต้นต้องมาผ่อน 480,000 บาท หากเราเลือกผ่อน 5 ปีหรือ 60 เดือน (กรณี A) เราจะต้องจ่ายเงินเดือนละ 9,200 บาท แต่ถ้าเราสามารถจ่ายเพิ่มขึ้นอีกนิดเพียง 2,000 บาทต่อเดือน (กรณี B) เป็นเดือนละ 11,200 บาท เราก็จะประหยัดดอกเบี้ยได้ 14,400 บาท และหมดหนี้เร็วกว่าถึง 1 ปี เพราะใช้เวลาผ่อนชำระเพียง 48 เดือน ซึ่งจะเห็นได้ว่ายิ่งผ่อนต่องวดมาก ดอกเบี้ยยิ่งน้อย อยากจ่ายดอกเบี้ยและผ่อนต่องวดน้อย ๆ เงินดาวน์มากช่วยได้ถ้าไม่จำเป็นต้องรีบซื้อรถ แนะนำว่าให้เก็บสะสมเงินดาวน์ไปเรื่อย ๆ เพราะยิ่งมีเงินดาวน์มากก็ยิ่งช่วยให้เราจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง ดังตัวอย่างต่อไปนี้ตัวอย่างเปรียบเทียบการผ่อนรถที่มีเงินดาวน์แตกต่างกันสมมติว่าเราต้องการผ่อนรถคันเดิมโดยใช้เวลาผ่อน 48 เดือน หากเรามีเงินดาวน์มากถึง 50% หรือ 300,000 บาท (กรณี C) เมื่อเทียบกับ B ซึ่งดาวน์เพียง 20% แต่ใช้เวลาผ่อนเท่ากันจะพบว่าสามารถประหยัดดอกเบี้ยได้ 21,600 บาท แถมจ่ายเงินต่องวดน้อยกว่าถึง 42,000 บาทนอกจากนี้ ในการเช่าซื้อรถยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ผู้เช่าซื้ออาจต้องจ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ และอย่าลืมว่าไม่ว่าจะซื้อรถด้วยเงินสดหรือเช่าซื้อ การมีรถยังมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จะเกิดขึ้น เช่น ค่า พ.ร.บ. ค่าต่อทะเบียน ค่าเบี้ยประกัน ค่าที่จอดรถ ค่าซ่อมบำรุง ค่าล้างรถซึ่งอาจสูงขึ้นตามราคาของรถที่ซื้อ จึงต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก่อนตัดสินใจซื้อรถด้วย​ ผู้ให้บริการผู้ให้บริการภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. คือ ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้บริการที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. สถาบันการเงินเฉพาะกิจ สหกรณ์และบริษัทเช่าซื้อรถ​​ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/loans/Pages/hirepurchase.aspx
  • สินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกัน เป็นสินเชื่อส่วนบุคคลที่ผู้ขอสินเชื่อนำทรัพย์สินทั้งที่เป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์มาเป็นหลักประกันในการกู้ยืม ซี่งมีหลากหลายรูปแบบโดยพิจารณาจากประเภทของหลักประกันเป็นสำคัญ เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ บัญชีเงินฝาก บำเหน็จตกทอด พันธบัตร ทั้งนี้ ลูกหนี้ไม่จำเป็นต้องระบุวัตถุประสงค์การกู้ สามารถใช้จ่ายอะไรก็ได้ตามใจ ไม่ว่าจะเป็นใช้อุปโภคบริโภค ท่องเที่ยว ซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ หรือใช้ในการประกอบอาชีพวงเงินสินเชื่อผู้ให้สินเชื่อจะพิจารณากำหนดวงเงินจากมูลค่าตลาด ณ เวลานั้น ของสินทรัพย์ที่นำมาเป็นหลักประกัน ร่วมกับความสามารถในการผ่อนชำระ และระยะเวลาที่จะผ่อนชำระ ทั้งนี้ วงเงินสินเชื่อที่มีหลักประกันส่วนใหญ่มักจะใกล้เคียงกับมูลค่าของราคาประเมินหลักประกัน (100%) และสูงกว่าวงเงินสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน (ซึ่งกำหนดเพดานสูงสุดที่ 5 เท่าของเงินเดือน)การคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นๆอัตราดอกเบี้ยสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกันมักจะเป็นแบบลดต้นลดดอก และอาจเปลี่ยนแปลงตามจำนวนเงินกู้ ยกเว้นสินเชื่อที่มีรถยนต์เป็นหลักประกันมักจะคิดดอกเบี้ยแบบเงินต้นคงที่ (Flat Rate) เช่นเดียวกับการเช่าซื้อรถยนต์ส่วนค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินเชื่อและข้อกำหนดของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เช่น ค่าธรรมเนียมในการเบิกถอนค่าธรรมเนียมในการประเมินราคาค่าใช้จ่ายการจดจำนองค่าใช้จ่ายในการโอนกรรมสิทธิ์ค่าอากรแสตมป์ ดังนั้น ควรศึกษาทำความเข้าใจวิธีการคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดก่อนเลือกขอสินเชื่อ​คุณสมบัติของผู้ขอสินเชื่อผู้ขอสินเชื่อจะต้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน เช่น ที่อยู่อาศัย รถยนต์ บัญชีเงินฝาก พันธบัตร รวมถึงสิทธิบำเหน็จตกทอด โดยทรัพย์สินเหล่านั้นจะต้องปลอดภาระหนี้หรือภาระผูกพัน (ค้ำประกัน) ใด ๆ และนำมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อจากธนาคารหรือ Non-bank ซึ่งจำแนกตามประเภทหลักประกันที่สำคัญดังนี้​​​​ ที่อยู่อาศัย(บ้านพร้อมที่ดิน ทาวเฮ้าส์ ตึกแถว คอนโดมิเนียม) เหมาะกับลูกค้าที่มีที่อยู่อาศัยเป็นชื่อของตนเอง และไม่ติดภาระจำนองใด ๆ ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ ผู้กู้ยังสามารถพักอาศัยได้ตามปกติ แต่ต้องจดจำนองที่อยู่อาศัยเป็นหลักประกัน และกำหนดระยะเวลาการผ่อนยาวนาน (สูงสุดถึง 30 ปี) สินเชื่อประเภทนี้แตกต่างจากสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยตรงที่สินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยต้องใช้เงินกู้เพื่อชำระค่าซื้อที่อยู่อาศัย แต่กรณีนี้เป็นการเอาที่อยู่อาศัยมาเป็นหลักประกันเพื่อนำเงินไปใช้ประโยชน์ในทางอื่น รถยนต์ เหมาะกับลูกค้าที่มีรถยนต์ส่วนบุคคลเป็นชื่อของตนเอง และได้ผ่อนชำระหนี้ที่กู้มาเพื่อซื้อรถยนต์หมดแล้ว ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือ ผู้กู้ยังสามารถครอบครองและนำรถไปใช้ได้ตามปกติ เพียงแค่นำเล่มทะเบียนมาขอสินเชื่อที่ธนาคารหรือ Non-bank ที่ให้บริการ จึงมีชื่อเรียกว่า "สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ"ซึ่งสามารถจำแนกสินเชื่อจำนำทะเบียนรถได้ 2 ประเภทตามลักษณะการโอนเล่มทะเบียน คือ แบบโอนเล่ม และแบบไม่โอนเล่ม (โอนลอย) สินเชื่อจำนำทะเบียนรถแบบโอนเล่มทะเบียน เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์โอนทางทะเบียนให้แก่ผู้ให้สินเชื่อเพื่อเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ วงเงินสินเชื่อประมาณ 80% –120% ของราคาประเมิน และมีระยะเวลาผ่อนชำระประมาณ 72–84 งวด (วงเงินและระยะเวลาการผ่อน มากกว่าแบบไม่โอนเล่ม) ​​​ สินเชื่อจำนำทะเบียนรถแบบไม่โอนเล่มทะเบียน (โอนลอย) เจ้าของกรรมสิทธิ์รถยนต์ไม่ต้องโอนทางทะเบียนให้แก่ผู้ให้สินเชื่อ แต่จะต้องลงนามล่วงหน้าไว้ในเอกสารการโอน และมีผู้ค้ำประกัน โดยเน้นกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการชำระหนี้ดี และกำหนดวงเงิน (70%–80% ของราคาประเมิน) และระยะเวลาการผ่อน (ประมาณ 60 งวด) น้อยกว่าแบบโอนเล่ม เพื่อลดความเสี่ยงจากการที่ไม่มีการโอนทะเบียน​​ทั้งนี้ อายุสูงสุดของรถยนต์ที่รับเป็นหลักประกันอยู่ที่ 15-17 ปี โดยรวมระยะเวลาผ่อนแล้วอายุรถไม่เกิน 20 ปี  ผู้ให้สินเชื่อส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยแบบ Flat Rate  และมีการแข่งขันกันให้สินเชื่อ เช่น การอนุมัติสินเชื่อที่รวดเร็ว ทราบผลภายใน 24 ชั่วโมง และการรับเงินกู้มักให้ในหลังวันโอนเล่มหรือวันอนุมัติ 1 วัน แล้วแต่กรณี  โดยอาจอยู่ในรูปเงินก้อนหรืออยู่ในรูปบัตรกดเงินสด บัญชีเงินฝาก เหมาะกับผู้ที่ต้องการขอสินเชื่อและไม่มีหลักประกันประเภทอื่น (เช่น บ้านหรือรถ) หรือมีบ้านแต่ไม่อยากจำนอง หรือมีรถแต่ไม่อยากจำนำทะเบียนรถ แต่มีบัญชีเงินฝากที่ไม่จำเป็นต้องใช้เงินในบัญชีนั้นเพื่อการดำรงชีวิตประจำวัน จึงนำมาวางเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อได้ (เงินในบัญชีที่ใช้เป็นหลักประกันจะถอนออกมาใช้ไม่ได้ ส่วนดอกเบี้ยเงินฝาก ธนาคารอาจให้โอนออกมาใช้จ่ายได้) นอกจากนี้ สินเชื่อลักษณะนี้จะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าการใช้หลักประกันประเภทอื่น โดยมักจะเท่ากับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่นำมาเป็นหลักประกันบวกด้วย 1%-3% ทั้งนี้ วงเงินและระยะเวลาการผ่อนขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของสินเชื่อและเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด บำเหน็จตกทอดเหมาะกับข้าราชการบำนาญและลูกจ้างประจำผู้รับบำนาญ ซึ่งเกษียณอายุงานแล้วและไม่มีเงินเดือนประจำ แต่สามารถขอสินเชื่อได้โดยใช้หนังสือรับรองสิทธิบำเหน็จตกทอด (ออกโดยกรมบัญชีกลาง) มาเป็นหลักประกันเงินกู้ ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือผู้กู้อายุเกิน 60 ปีได้ และสามารถผ่อนได้นาน (สูงสุดถึง 30 ปี) ข้อควรระวังในการใช้บริการสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีประกัน​แม้ว่าสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกันจะช่วยให้ผู้กู้มีสภาพคล่องได้ง่าย รวดเร็ว และอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน ประกอบกับผู้ให้สินเชื่อมักจะโฆษณาชวนเชื่อว่าได้รับอนุมัติง่าย ๆ วงเงินสูง ผ่อนนาน ผ่อนน้อย หรือจัดรายการส่งเสริมการขายต่าง ๆ แต่ผู้กู้ก็ต้องไม่ลืมว่าหากก่อหนี้แล้วผิดนัดชำระหนี้ ก็อาจทำให้สูญเสียทรัพย์สินที่เป็นหลักประกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยหรือเงินบำเหน็จตกทอด ซึ่งเป็นปัจจัยที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ดังนั้น ควรขอสินเชื่ออเนกประสงค์แบบมีหลักประกันต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้นนอกจากนี้ หากต้องการนำเงินกู้ไปใช้จ่ายโดยมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น จ่ายค่าเทอม ลงทุนเปิดกิจการ เดินทางไปทำงานต่างประเทศ ก็ควรหาข้อมูลและเปรียบเทียบเงื่อนไขของสินเชื่อที่ตรงตามวัตถุประสงค์ดังกล่าวกับสินเชื่อแบบอเนกประสงค์ก่อน เพราะมักจะมีเงื่อนไขที่ยืดหยุ่นกว่าสินเชื่อแบบอเนกประสงค์ เช่น สินเชื่อเพื่อการศึกษา อาจใช้บุคคลค้ำประกันแทนได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือผู้กู้อาจเป็นผู้ปกครองของผู้ศึกษาก็ได้ หรือกรณีของสินเชื่อกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) สามารถเริ่มผ่อนชำระหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว​ สินเชื่อเพื่อกิจการทางการแพทย์  พิจารณาคุณสมบัติของผู้กู้จากใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ประสบการณ์การทำงาน (อย่างน้อย 1 ปี) และใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล โดยไม่ต้องแสดงหลักฐานรายได้ที่ผ่านมาในอดีต​ สินเชื่อไปทำงานต่างประเทศ มีอัตราดอกเบี้ยบางส่วนที่ได้รับการสนับสนุนโดยกรมการจัดหางาน ตามเงื่อนไขที่ธนาคารกำหนด​ผู้ให้บริการผู้ให้บริการภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. คือ ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้บริการที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท.คือสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ผู้ประกอบธุรกิจการเงินที่มิใช่สถาบันการเงิน (Non-bank) สถานธนานุบาลและผู้ประกอบการอื่น ๆ​ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/loans/Pages/securedloan.aspx
  • ​​​หลายคนคงมีฝันที่จะมีบ้านเป็นของตัวเอง แต่การซื้อบ้านด้วยเงินสดเป็นเรื่องยาก เพราะบ้านเป็นสินทรัพย์ที่มีราคาสูง การออมเงินเพื่อซื้อบ้านอาจต้องใช้เวลานาน หลายคนจึงหันมาใช้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพื่อให้สามารถมีบ้านเป็นของตัวเองได้เร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยถือเป็นสินเชื่อที่มีเงินต้นก้อนใหญ่เมื่อเทียบกับสินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ อีกทั้งยังมีระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน ดังนั้น ควรพิจารณาถึงความเหมาะสมของบ้านที่ต้องการและภาระหนี้สินที่จะตามมาก่อนตัดสินใจสิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนตัดสินใจซื้อบ้าน นอกจากเรื่องจำนวนสมาชิกในบ้าน ทำเลที่ตั้ง ความสะดวกในการเดินทาง ราคา และความน่าเชื่อถือของโครงการแล้ว ยังจะต้องพิจารณาเรื่อง กำลังซื้อ ซึ่งในกรณีที่ต้องขอสินเชื่อก็คือความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ของเรา เพราะการซื้อบ้านที่ถูกใจแต่เกินกำลังอาจทำให้เกิดปัญหาทางการเงินได้โดยเราสามารถพิจารณาได้จาก เงินคงเหลือในแต่ละเดือนหลังหักค่าใช้จ่ายจำเป็นและหนี้สินอื่น ๆ ทั้งนี้ ภาระหนี้ที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนทุกประเภทรวมกันแล้วไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้แต่ละเดือน เงินออมที่มีอยู่เพื่อนำมาจ่ายเป็นเงินดาวน์บ้านก่อนเริ่มผ่อน วงเงินที่จะได้รับ และอัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย จำนวนงวด และจำนวนเงินที่ผ่อนในแต่ละงวด วงเงินสินเชื่อสถาบันการเงินมักให้วงเงินสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยต่ำกว่าราคาบ้านที่จะซื้อ เนื่องจากการให้สินเชื่อในวงเงินที่สูงเกินไป ถือเป็นความเสี่ยงทั้งต่อสถาบันการเงินและตัวลูกหนี้เอง เพราะหากลูกหนี้ผ่อนชำระไม่ไหว มีการค้างชำระนาน ๆ ก็อาจถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ถูกยึดบ้าน สถาบันการเงินเองก็ขาดรายได้และมีต้นทุนที่ต้องบริหารหนี้เสีย หรือแม้จะนำบ้านขายทอดตลาดก็อาจจะได้ราคาไม่คุ้มหนี้ ซึ่งลูกหนี้ก็จะยังคงเป็นหนี้ต่อไปอีก ส่วนของสถาบันการเงินก็จะได้เงินคืนไม่คุ้มกับสินเชื่อที่ปล่อยไป ดังนั้น เพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว สถาบันการเงินมักจะกำหนดวงเงินให้สินเชื่อต่ำกว่ามูลค่าหลักประกัน (loan-to-value ratio หรือ LTV) กล่าวคือ จะให้มูลค่าสินเชื่อต่ำกว่าราคาประเมินหลักประกัน โดยเงินส่วนที่ขาดนั้นผู้ขอสินเชื่อต้องหามาสมทบเอง โดยส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 70 - 95% ของมูลค่าหลักประกัน​ผู้ที่สนใจจะขอสินเชื่อจึงควรออมเงินให้ได้ส่วนหนึ่งก่อน และอย่าลืมว่าการมีบ้านเป็นของตนเองยังอาจมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกด้วย เช่น ค่าตกแต่งบ้าน ค่าซ่อมแซมและปรับปรุงบ้าน ค่าส่วนกลาง (หากอาศัยอยู่ในหมู่บ้านหรือคอนโดมิเนียม) การคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่น ๆสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างกันไป โดยมักใช้อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแบบลอยตัว (Floating Rate) เช่น MLR (Minimum Loan Rate) หรือ MRR (Minimum Retail Rate) โดยสถาบันการเงินสามารถกำหนดว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราที่มากหรือน้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงนี้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของผู้ขอสินเชื่อ นโยบายสินเชื่อ และต้นทุนของสถาบันการเงินนั้นนอกจากนี้ ในการขอสินเชื่อยังมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ผู้ขอสินเชื่ออาจต้องเป็นผู้รับภาระหรืออาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งแตกต่างกันไปตามข้อกำหนดของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกัน ค่าธรรมเนียมการชำระคืนเงินต้นทั้งหมดก่อนกำหนด อักตราดอกเบี้ยผิดนีดชำระหนี้ ดังนั้น ก่อนขอสินเชื่อเราควรศึกษาทำความเข้าใจวิธีการคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้น เพื่อใช้ช่วยประกอบการตัดสินใจเลือกสินเชื่อที่มีข้อเสนอที่ดีและเหมาะสมกับความต้องการมากที่สุด การประกันภัยในปัจจุบันมีความต้องการใช้การประกันภัยเป็นเครื่องมือในการลดความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น ทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์ในฐานะเจ้าหนี้ และประชาชนในฐานะลูกหนี้ที่กู้ยืมเงิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกหนี้ที่กู้ยืมเงินเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยซึ่งมีระยะเวลาการผ่อนชำระค่อนข้างยาว (10 ปีขึ้นไป) ที่มีความเสี่ยงที่จะไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้ และนำไปสู่การยึดคืนหลักประกัน โดยเหตุที่ไม่สามารถชำระคืนเงินกู้ได้จนทำให้ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย เช่น ผู้กู้เสียชีวิตและสมาชิกในครอบครัวที่เหลืออยู่มีรายได้ไม่พอที่จะผ่อนชำระต่อได้ หรือกรณีที่อยู่อาศัยที่เป็นหลักประกันเกิดอัคคีภัยทำให้ผู้กู้มีภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งการประกันชีวิตและประกันวินาศภัยจะเข้ามาช่วยบรรเทาภาระของผู้กู้ได้อย่างไรก็ตาม ลูกหนี้มีสิทธิเลือกทำประกันกับบริษัทใดก็ได้ หรือทำผ่านนายหน้าประกันใดก็ได้ตามความสมัครใจ ซึ่งธนาคารพาณิชย์จะไม่สามารถบังคับให้ลูกหนี้ทำประกันกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง หรือกำหนดให้การทำประกันกับบริษัทใดบริษัทหนึ่งเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาให้สินเชื่อทั้งนี้ สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่องการอนุญาตให้ธนาคารพาณิชย์ประกอบธุรกิจประกันภัย​ การรีไฟแนนซ์ เนื่องจากสินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อก้อนใหญ่และใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนาน ซึ่งผู้ให้สินเชื่อมักเสนอดอกเบี้ยต่ำในช่วงปีแรก ๆ การไปเริ่มกู้กับธนาคารแห่งใหม่เมื่อหมดช่วงเวลาที่ได้ดอกเบี้ยต่ำแล้วมักจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง จึงมีการนำเสนอให้ผู้ขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์ หรือไถ่ถอนหนี้จากผู้ให้สินเชื่อเดิมเพื่อมาขอกู้จากผู้ให้สินเชื่ออีกแห่งที่เสนอจะลดอัตราดอกเบี้ยหรือมีข้อเสนออื่น ๆ มาจูงใจ อย่างไรก็ตาม เราควรพิจารณาให้ดีก่อนว่าการรีไฟแนนซ์ช่วยให้เราลดค่าใช้จ่ายได้จริงหรือไม่ โดยศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรีไฟแนนซ์ได้ที่หัวข้อ ผ่อนไม่ไหวทำอย่างไรดี ผู้ให้บริการผู้ให้บริการภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. คือ ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้บริการที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. สถาบันการเงินเฉพาะกิจและสหกรณ์​ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/loans/Pages/mortgage.aspx
  • สินเชื่อเพื่อการศึกษา การศึกษาเป็นสิ่งที่สำคัญต่อชีวิตอย่างมาก หน่วยงานของรัฐและสถาบันการเงินหลายแห่งจึงนำเสนอสินเชื่อเพื่อการศึกษาตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายจนถึงปริญญาเอก ซึ่งสินเชื่อเพื่อการศึกษาของผู้ให้สินเชื่อแต่ละแห่งอาจมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป โดยส่วนใหญ่การกู้ยืมประเภทนี้จะมีข้อกำหนดให้มีผู้ค้ำประกันหรือหลักประกัน เนื่องจากผู้กู้มักเป็นเด็กหรือเยาวชน ในกรณีกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) จะเน้นกลุ่มผู้ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพิ่มขึ้น​ วงเงินสินเชื่อ​สินเชื่อเพื่อการศึกษาส่วนใหญ่จะให้วงเงินสินเชื่อตามจำนวนเงินที่จะต้องใช้ในการศึกษา โดยจะให้เบิกใช้ตามจริงในแต่ละภาคการศึกษา​ การคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆผู้ให้สินเชื่อบางแห่งจะให้ระยะเวลาปลอดการชำระเงิ​​นต้นในระหว่างที่ยังศึกษาอยู่ และจะเริ่มชำระคืนเมื่อจบการศึกษา ยกเว้นกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่จะมีระยะเวลาปลอดการชำระเงินต้นและดอกเบี้ยระหว่างที่ยังศึกษาจนถึงเวลาหลังจากที่จบการศึกษาเป็นระยะเวลา 2 ปีหรือเมื่อเลิกศึกษา โดยผู้ให้สินเชื่อจะคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาทำความเข้าใจรายละเอียดและข้อกำหนดของผู้ให้บริการแต่ละแห่งที่อาจแตกต่างกันอีกครั้งนอกจากนี้ ในการขอสินเชื่อยังมีค่าธรรมเนียม ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่ผู้ขอสินเชื่ออาจต้องเป็น ผู้รับภาระหรืออาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของสินเชื่อและข้อกำหนดของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เช่น  ค่าอากรแสตมป์ ค่าธรรมเนียมการจัดการเงินกู้ เบี้ยปรับ/ค่าธรรมเนียมผิดนัดชำระหนี้ ดังนั้น ก่อนขอสินเชื่อ เราควรศึกษาทำความเข้าใจวิธีการคิดดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นทั้งหมดก่อนเลือกขอสินเชื่อกับสถาบันการเงิน เพื่อให้ได้สินเชื่อที่มีข้อเสนอที่ดีและเหมาะสมกับความต้องการมากที่สุด​ คำแนะนำ เมื่อได้รับสินเชื่อมาแล้วก็ควรศึกษารายละเอียดให้ดี เช่น วิธีการเบิกเงิน เพราะอาจต้องดำเนินการผ่านสถานศึกษา ซึ่งอาจใช้เวลานาน หรืออาจต้องสำรองจ่ายค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้วนำใบเสร็จไปเบิก จึงควรเตรียมเงินให้พร้อมเพื่อสำรองจ่ายก่อน หากยังศึกษาอยู่ก็ควรแจ้งยืนยันสถานภาพนักเรียน/นักศึกษาต่อผู้ให้สินเชื่ออยู่เสมอ เพื่อให้คงสภาพการเป็นผู้กู้และไม่ต้องชำระคืนก่อนเวลา เมื่อมีงานทำหรือครบกำหนดชำระหนี้ก็ไม่ควรหนีหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินเชื่อกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เพราะเงินเหล่านี้จะถูกนำไปหมุนเวียนให้สินเชื่อเพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้แก่คนรุ่นต่อ ๆ ไป​​ ผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. คือ ธนาคารพาณิชย์ผู้ให้บริการที่ไม่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. คือ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และ กองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/loans/Pages/education.aspx​​