รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • 3 เรื่องที่ ไม่ควรประหยัดเงิน เพราะอาจจะทำให้เสียมากกว่าได้ 1.ซื้อสินค้าเป็นแพ็คมาเก็บไว้ เชื่อว่าหลายๆ คนนั้นชอบที่จะซื้อสินค้าเป็นแพ็คอย่างมาก เพราะคิดว่าช่วยให้เราประหยัดเงินได้ แต่ทว่าบางครั้งนั้นการที่เราซื้อสินค้าเป็นแพ็คจำนวนมากๆ มาเก็บตุนสำรองไว้ล่วงหน้า ก็ไม่ได้ช่วยให้เราประหยัดเงิน เพราะหากว่าลองเอาราคาของสิ่งของแต่ละแพ็คนั้นมาหารราคาต่อหน่วยดูก็จะพบว่า ราคาต่อหน่วยนั้นอาจจะไม่ได้ถูกกว่าการซื้อแยกเป็นชิ้นๆ สักเท่าไหร่ แถมการซื้อแบบเป็นแพ็คๆ นี้ก็มักจะมีปัญหาในเรื่องของการเก็บรักษาและวันหมดอายุด้วย ที่หากเราไม่ระวังให้ดีสินค้าก็อาจจะเสียหายหรือหมดอายุก่อนที่เราจะได้นำไปใช้งาน นี่ยังไม่รวมถึงเรื่องของการซื้อมาเป็นแพ็คแล้วเราใช้งานได้ไม่ครบจำนวนที่มีในแพ็คด้วยนะ ซึ่งหลายๆ คนก็มักจะประสบปัญหานี้กัน จนดูเหมือนบางครั้งแทนที่เราจะได้ประหยัดเงินกลับกลายเป็นเสียเงินเกินกว่าเหตุแทนก็เป็นได้ ดังนั้นซื้อแต่พอดีที่เราจะใช้งานจะเป็นการดีที่สุดครับ เพราะจะช่วยให้เราใช้เงินอย่างคุ้มค่านั่นเอง 2.จ่ายชำระคืนบัตรเครดิตขั้นต่ำ ช้าก่อน! หากใครคิดว่าการจ่ายชำระคืนบัตรเครดิตขั้นต่ำนั้นเป็นการประหยัดเงินรายจ่ายของเรา ต้องขอให้เปลี่ยนความคิดเสียใหม่ครับ เพราะว่าการจ่ายชำระคืนบัตรเครดิตขั้นต่ำนั้นไม่ใช่การประหยัดเงินนะ หากแต่เป็นการเพิ่มโอกาสให้ดอกเบี้ยเพิ่มมากขึ้นต่างหาก เพราะการจ่ายชำระคืนขั้นต่ำนั้น ค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการจัดการหนี้ที่เรามีอยู่ให้หมดไป ซึ่งยิ่งหากทิ้งเวลาไว้นานดอกเบี้ยก็จะยิ่งเบ่งบานขึ้นไปเรื่อยๆ ตามกาลเวลานั่นเอง รวมถึงการใช้บัตรเครดิตแล้วเป็นหนี้ ก็จะทำให้เครดิตทางการเงินของเราเสียไปอีกด้วย ทำให้เวลาเราไปขอทำธุรกรรมการเงินต่างๆ กับธนาคาร โอกาสที่จะได้รับการอนุมัติก็จะน้อยลงไปด้วย 3.ประหยัดเงินค่าตรวจเช็คสภาพรถ ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรประหยัดเลยทีเดียว เพราะเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของตัวเราที่ใช้รถ ซึ่งหากใครคิดจะประหยัดเงินส่วนนี้ก็ขอให้ชั่งน้ำหนักดีๆ นะครับ ว่าความปลอดภัยของชีวิตเรากับเงินค่าตรวจเช็คสภาพรถยนต์ อย่างไหนมีค่ามากกว่ากัน หรือ ต่อให้เราเลือกประหยัดเงินค่าตรวจเช็คสภาพรถด้วยการตรวจเช็คเองก็ตาม แต่เราก็ไม่ได้มีเครื่องมือและความรู้เหมือนช่างผู้ชำนาญการ โอกาสที่จะพลาดจึงมีค่อนข้างสูงนั่นเองครับ ซึ่งการพลาดที่ว่าก็เช่น เกิดอุบัติเหตุขึ้นเพราะมีชิ้นส่วนรถยนต์ชำรุดเสียหาย  เครื่องยนต์ของรถพังเพราะมีความเสียหายเกิดขึ้นในส่วนที่เราไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง เป็นต้น ซึ่งหากเป็นอย่างที่เรายกตัวอย่างมานี้  เราอาจจะต้องจ่ายเงินค่าซ่อมรถมากกว่าส่วนที่เราได้ประหยัดไปก็เป็นได้ครับ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาก็เอารถเข้าตรวจเช็คสภาพของรถ เพื่อที่รถจะได้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งานที่สุด รวมถึงหากมีอะไรเสียหายจะได้รีบแก้ไขปัญหาก่อนจะเกิดเรื่องครับ  
  • 8 สาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถ ทำบัตรเครดิตได้ การที่เราจะมีบัตรเครดิตซักใบนั้นก็ต้องผ่านการอนุมัติจากทางสถาบันการเงินก่อน จึงจะสามารถเป็นเจ้าของบัตรเครดิต ซึ่งก่อนจะอนุมัตินั้น ทางสถาบันการเงินก็ต้องมีการพิจารณาคุณสมบัติต่างๆ ของเราผู้สมัครขอ ทำบัตรเครดิต ว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่ได้กำหนดไว้หรือไม่ หากมีคุณสมบัติครบตามที่กำหนดไว้ก็จะมีโอกาสได้รับการอนุมัติบัตรเครดิตสูง ส่วนผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามที่กำหนดก็จะไม่ได้รับการอนุมัตินั่นเอง ก็ซึ่งในส่วนของคุณสมบัติผู้สมัครบัตรนั้น ก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละประเภทของบัตรเครดิตและสถาบันการเงิน และวันนี้ MoneyGuru.co.th ก็จะมาแนะนำเรื่องเกี่ยวกับ 8 สาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถ ทำบัตรเครดิต ได้ เพื่อพวกเราที่สนใจที่จะ ทำบัตรเครดิต จะได้หลีกเลี่ยงเพื่อที่จะได้มีโอกาสอนุมัติที่สูงขึ้น 8 สาเหตุที่ทำให้เราไม่สามารถทำบัตรเครดิตได้ 1.มีอายุต่ำกว่า 20 ปี การจะสมัครบัตรเครดิตนั้น ผู้สมัครจะต้องมีอายุตั้งแต่ 20 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีฐานเงินเดือนไม่ต่ำกว่า 15,000 บาท รวมถึงมีอายุการทำงานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ซึ่งข้อนี้ถือเป็นเงื่อนไขที่เจอได้ในเกือบทุกสถาบันการเงินเลยทีเดียว ส่วนเงื่อนไขอื่นๆ อาจจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเภทของบัตรที่เราจะสมัคร 2.ไม่เคยมีประวัติเครดิตมาก่อน ข้อนี้ส่วนใหญ่มักจะเจอในการสมัครบัตรเครดิตใบแรก เพราะประวัติเครดิตของเรานั้นยังแทบจะไม่มีเลย แต่การสมัครบัตรเครดิตนั้น หากมีประวัติเครดิตก็จะช่วยประกอบในการพิจารณาให้เรามีโอกาสอนุมัติที่สูงขึ้น ซึ่งส่วนนี้ขอแนะนำว่าหากไม่เคยมีประวัติเครดิตมาก่อน ก็ให้ลองมองหาสถาบันการเงินและบัตรเครดิตที่เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยมีบัตรเครดิตดูครับ 3.เป็นผู้ล้มละลาย มีสถาบันการเงินส่วนน้อยเท่านั้น ที่ยินดีจะรับความเสี่ยงกับผู้สมัครบัตรเครดิตที่เพิ่งจะล้มละลายได้ไม่นาน ซึ่งสถาบันการเงินส่วนใหญ่จะไม่อนุมัติเราจนกว่าการล้มละลายจะลดลงจาการรายงานเครดิตของเราอย่างสมบูรณ์ ซึ่งส่วนนี้เราต้องรออย่างน้อยหนึ่งปีหลังการล้มละลายของเราก่อนที่จะขอทำบัตรเครดิตอีกครั้ง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าสถาบันการเงินแต่ละแห่งจะมีนโยบายอย่างไรเกี่ยวกับผู้ล้มละลายด้วยครับ 4.ชำระเงินล่าช้า หากเราประวัติชำระเงินล่าช้ามากกว่า 30 วัน โอกาสที่เราอาจจะได้รับการอนุมัติบัตรเครดิตก็คงจะยาก เพราะถึงแม้ว่าการชำระเงินล่าช้าไม่ได้เป็นสาเหตุให้คะแนนเครดิตของเราลดลง แต่การชำระเงินล่าช้าของเราจะถูกจัดว่าเป็นผู้กู้ที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากเราทำการชำระเงินล่าช้าเป็นเวลาหลายเดือน 5.ไม่มีรายได้หรือรายได้ต่ำ กฎหมายกำหนดให้ผู้ออกบัตรเครดิตก่อนที่จะอนุมัติการสมัครบัตรเครดิต จะต้องตรวจสอบว่าเรามีรายได้เพียงพอที่จะจ่ายชำระคืนบัตรเครดิตหรือไม่ ถ้าเราไม่มีงานทำหรือเรามีรายได้ไม่เยอะ ก็อาจจะเป็นการยากที่เราจะได้รับอนุมัติการทำบัตรเครดิต เพราะเราอาจจะไม่สามารถชำระเงินคืนตามที่เราได้รูดใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิตไปได้ 6.รายได้ต่ำกว่าที่กำหนดไว้ หากเรามีรายได้ต่ำกว่าเงื่อนไขการสมัครที่กำหนดไว้ ก็จะทำให้เราไม่สามารถทำบัตรเครดิตได้ ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นเรื่องพื้นฐานมากๆ เกี่ยวกับบัตรเครดิต แต่ส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบันการเงินด้วยว่าจะพิจารณาอย่างไร  7.การสมัครบัตรเครดิตหลายๆใบพร้อมกัน การสมัครบัตรเครดิตหลายใบๆ พร้อมกันนั้น จะแสดงให้เห็นว่า เราอาจจะกำลังมีปัญหาทางการเงินและเรากำลังมองหาบัตรเครดิตเพื่อมาช่วยในส่วนนี้ ซึ่งจะส่งผลให้เราอาจจะถูกปฏิเสธการสมัครบัตรเครดิต จากทางสถาบันการเงินได้ ทางที่ดีควรจะรอประมาณ 2 – 3 เดือนค่อยสมัครบัตรเครดิตอีกครั้งหนึ่งจะเป็นการดีกว่านะครับ 8.พึ่งเปิดบัญชีใหม่ล่าสุด การที่เราพึ่งเปิดบัญชีใหม่นั้น อาจจะส่งผลให้เราผ่านการทำบัตรเครดิตได้ยาก เพราะสถาบันการเงินอาจจะต้องการดูให้แน่ใจว่าเราสามารถรับผิดชอบในส่วนนี้ได้หรือไม่ ก่อนที่ทางสถาบันการเงินจะอนุมัติการสมัครบัตรเครดิตของเรา แนะนำว่าหลังจากเปิดบัญชีใหม่ให้รอประมาณ 2 – 3 เดือนก่อน จึงค่อยสมัครบัตรเครดิตจะเป็นการดีกว่าครับ หากใครที่กำลังสนใจจะสมัครบัตรเครดิต ก็อย่าลืมที่จะหลีกเลี่ยงสาเหตุที่เราแนะนำกันในวันนี้นะครับ และนอกจากที่เราแนะนำมานี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ อยู่ ที่เราจะขอนำมาแนะนำกันในโอกาสต่อไป อย่าลืมติดตามกันนะครับ ที่มา https://www.moneyguru.co.th/blog/8-%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%95-%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89
  • “รายได้และภาระหนี้ในปัจจุบัน  เป็นปัจจัยหลักที่ธนาคารใช้ในการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อบ้าน"     “อยากกู้ซื้อบ้านต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง” เชื่อว่าคำถามนี้คงเกิดขึ้นในใจของผู้ที่อยากเป็นเจ้าของบ้าน เพราะเมื่อคิดจะซื้อบ้านและต้องขอสินเชื่อกับธนาคาร มีหลายปัจจัยที่เราต้องพิจารณาและเตรียมตัวให้พร้อม แล้วมีปัจจัยอะไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ      รายได้เท่าไรจะขอสินเชื่อได้          รายได้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะบอกว่า เราสามารถกู้ซื้อบ้านได้หรือไม่ และกู้ได้เป็นเงินเท่าไร ปกติแล้ว รายได้ขั้นต่ำที่จะขอสินเชื่อได้อยู่ที่ประมาณ 10,000-15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร โดยรายได้มาก ก็จะมีโอกาสขอสินเชื่อได้วงเงินสูงขึ้น ถ้าหากใครเป็นมนุษย์เงินเดือน การขอกู้มักทำได้ไม่ยาก เพราะมีหลักฐานแสดงว่ามีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ แต่ถ้าเป็นผู้ที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ได้มีรายได้ประจำ ก็ควรแสดงให้ธนาคารเห็นว่า มีรายได้เข้ามาอย่างสม่ำเสมอ โดยนำรายได้ฝากเข้าธนาคารในวันเดียวกันเป็นประจำทุกเดือน เช่น นำเงิน 20,000 บาท ฝากทุกวันที่ 30 ของทุกเดือนมีภาระผ่อนอยู่แล้ว จะขอสินเชื่อได้หรือไม่         แม้ว่าปัจจุบันจะมีภาระหนี้สินอยู่แล้ว ก็ยังมีโอกาสขอสินเชื่อบ้านได้ค่ะ ปกติแล้ว ในการพิจารณาสินเชื่อ ธนาคารจะมีเกณฑ์ว่า ภาระหนี้ในแต่ละเดือนต้องไม่เกิน 40-60% ของรายได้ต่อเดือน ในเบื้องต้น เราสามารถเช็คด้วยตัวเองง่ายๆ ว่า จะขอสินเชื่อกับธนาคารผ่านหรือไม่ เช่น ปัจจุบันเงินเดือน 20,000 บาท ถ้าธนาคารตั้งเกณฑ์ไว้ว่า ภาระผ่อนต้องไม่เกิน 40% ของรายได้ ดังนั้น ภาระผ่อนโดยรวมต้องไม่เกิน 8,000 บาท โดยลองคำนวณดูว่า ถ้ามีภาระผ่อนหนี้อื่นอยู่ หากผ่อนบ้านเพิ่มขึ้น จะทำให้ภาระผ่อนโดยรวมสูงเกินเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนดหรือไม่ ถ้าไม่เกิน ก็มีโอกาสขอสินเชื่อบ้านได้ สำหรับการคำนวณภาระผ่อนของสินเชื่อบ้าน อาจคำนวณง่ายๆ ได้ว่า สินเชื่อบ้าน 1 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อน 30 ปี ยอดผ่อนต่อเดือนจะประมาณ 7,200 บาทค่ะต้องเตรียมเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง      ในการกู้ซื้อบ้าน นอกจากเงินดาวน์ประมาณ 20% ของราคาบ้านที่เราต้องเตรียมให้พร้อมแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกู้ซื้อบ้านที่เราต้องเตรียมโดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่      1. ค่าใช้จ่ายของธนาคาร เช่น ค่าประเมินหลักทรัพย์ (ขึ้นอยู่กับธนาคารกำหนด) ค่าอากรแสตมป์ 0.05% ของวงเงินกู้ และค่าเบี้ยประกันอัคคีภัย (ขึ้นอยู่กับมูลค่าบ้าน)      2. ค่าใช้จ่ายของกรมที่ดิน เช่น ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% ของวงเงินกู้ และค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมิน        ดังนั้น แม้ว่าคุณสมบัติต่างๆ ในด้านรายได้และภาระหนี้จะผ่านเกณฑ์ขอสินเชื่อบ้านกับธนาคารแล้ว ก็ต้องไม่ลืมที่จะเตรียมเงินสำหรับดาวน์บ้านและค่าใช้จ่ายต่างๆ ไว้ด้วยนะคะ    เมื่อขอสินเชื่อบ้านผ่านแล้ว สามารถหมดภาระหนี้ได้เร็วขึ้นด้วยการโปะหนี้บ้านหรือชำระหนี้มากกว่ายอดผ่อนที่กำหนดไว้ในแต่ละเดือน เพราะการโปะหนี้จะทำให้ยอดเงินต้นลดลง และประหยัดดอกเบี้ยจ่าย ดังนั้น หากได้รับโบนัสหรือเงินก้อนพิเศษเข้ามา การนำไปโปะหนี้บ้านจะช่วยให้ภาระหนี้บ้านหมดไวขึ้นค่ะ ที่มา https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Home_A007.aspx
  • “ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพียงเดือนละ 500 แล้วนำมาลงทุนในกองทุนรวมทุกเดือน จะช่วยให้เรามีความมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น”      มีใครเคยสังเกตหรือจำได้บ้างไหมคะว่า ในแต่ละวันเราจับจ่ายใช้สอยไปกับเรื่องอะไรบ้าง แล้วรายจ่ายที่เกิดขึ้นนั้นเป็นรายจ่ายจำเป็นหรือฟุ่มเฟือยกันแน่ หากเรารู้ว่าเรามีรายจ่ายฟุ่มเฟือย จะดีกว่าไหม ถ้าสามารถแปลงค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยตรงนี้มาเป็นเงินลงทุน เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับเราในอนาคต ซึ่งจะมีวิธีการอย่างไร แล้วต้องลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลงเท่าไรถึงจะนำเงินมาลงทุนได้ K-Expert มีคำแนะนำในเรื่องนี้มาฝากค่ะค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในชีวิตประจำวัน         เริ่มจากการสำรวจค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยในชีวิตประจำวันของเรากันก่อนค่ะ เชื่อว่าทุกคนจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนนี้แอบแฝงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวหรือคาดไม่ถึงมาก่อน ซึ่งผู้ชายและผู้หญิงจะมีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยบางอย่างที่แตกต่างกัน โดย          ผู้ชาย มีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น ค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ค่าบุหรี่ ค่าไปเที่ยวปาร์ตี้สังสรรค์ สำหรับค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และค่าบุหรี่นั้น มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนอย่างละประมาณ 400-500 บาท*         ผู้หญิง มีค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือย เช่น ค่าชอปปิงเครื่องสำอาง เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า สำหรับค่าชอปปิงออนไลน์ของคุณผู้หญิงเฉลี่ยต่อเดือนแล้วตกอยู่ที่ 3,000 กว่าบาทเลยทีเดียว**ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ หากเราลองมานั่งจดรายจ่ายที่เกิดขึ้นดู จะเห็นว่าเดือนๆ นึง เราหมดเงินไปกับค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหล่านี้เป็นหลักพัน ถือว่าไม่น้อยเลยล่ะค่ะ        ดังนั้น เมื่อเห็นค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเหล่านี้แล้ว เพียงแค่เราปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสักนิด ไม่ได้บอกให้ลดทั้งหมด แค่ปรับลดลงสักหน่อย เดือนละ 500 บาทเท่านั้น ไม่มากเลย แล้วนำเงินมาลงทุนในกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน โดยที่เราไม่ต้องใช้เงินใหม่ เพียงแค่นี้เราก็จะมีเงินงอกเงย เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ แถมผลตอบแทนในส่วนของกำไรที่ได้รับยังไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยล่ะค่ะ  ผลลัพธ์การลงทุนอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน          คราวนี้ลองมาดูกันว่า หากเราสามารถลดรายจ่ายฟุ่มเฟือยลงได้เดือนละ 500 บาท แล้วนำเงินตรงนี้มาลงทุนในกองทุนรวมอย่างสม่ำเสมอทุกเดือนตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นอย่างไร สมมติเรารับความเสี่ยงได้ปานกลาง ก็แนะนำให้ลงทุนในกองทุนผสมซึ่งเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ และมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 5% ต่อปี เมื่อเวลาผ่านไป เงินส่วนนี้จะงอกเงยมากขึ้นดังนี้ค่ะ     เมื่อเห็นผลลัพธ์การลงทุนแบบนี้แล้ว ใครอยากมีเงินเก็บ อยากให้เงินงอกเงย ออกดอกออกผลมากขึ้นเรื่อยๆ ก็ลองนำวิธีนี้ไปใช้กันดูนะคะ เพราะไม่แน่ว่าจากเรื่องเล็กๆ ที่เราสามารถลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยลงได้ตั้งแต่วันนี้ เพียงแค่เดือนละ 500 บาท จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ที่จะทำให้เรามีเงินออม เงินลงทุนงอกเงยมากขึ้นเรื่อยๆ มากถึงหลักแสน และสร้างความมั่งคั่งให้กับเราได้ในอนาคตค่ะหมายเหตุ: ที่มาของค่าใช้จ่ายค่าบุหรี่เฉลี่ยต่อเดือน 423 บาท และค่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ยต่อเดือน 459 บาท*พฤติกรรมการสูบบุหรี่และการดื่มสุราของประชาการในปี 57 สำนักงานสถิติแห่งชาติhttp://www.bangkokbiznews.com/news/detail/662639ที่มาของค่าใช้จ่ายค่าชอปปิงออนไลน์เฉลี่ยต่อเดือน 3,435 บาท **การวิจัยเรื่องพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกปี 2016 จาก PayPal หนึ่งในผู้นำด้านการชำระเงินแบบดิจิทัลระดับโลกและอิปซอสส์ (Ipsos) http://www.brandbuffet.in.th/2017/02/thai-consumer-online-shopping-behavior-paypal/ ที่มา https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A108.aspx
  •  เป็นที่สงสัยกันไม่น้อยว่า ทำไมเราถึงยังเก็บเงินไม่ได้ ทั้งๆ ที่พยายามทำตามวิธีที่คนอื่นเค้าทำก็แล้ว ก็มีข้ออ้างให้อยากเลิกทำสารพัดอย่าง ทั้งไม่สนุก ไม่อยากบังคับฝืนใจตัวเอง สุดท้ายทำได้ไม่เท่าไรก็เลิกทำเสียทุกที เพราะปัญหาของคนที่ต้องการมีนิสัยการเงินที่ดีขึ้น ส่วนใหญ่คือการยังไม่เจอวิธีการที่ใช่และอยากจะทำในแบบของตัวเองเสียที ดังนั้น K-Expert จึงขอชวนให้คุณคิดหาแนวทางการเงินที่ใช่ จากการนำหลักการค้นหาไอเดียบางส่วนมาจากหนังสือสุดติสท์อย่าง “Hegarty On Creativity กฎไม่มีอยู่จริง” แต่งโดยจอห์น เฮการ์ตี เพื่อช่วยให้คุณคิดหาวิธีเปลี่ยนนิสัยการเงิน สร้างความมั่งคั่งได้ด้วยตัวเองกันค่ะ     วิธีที่ 1 ให้เสียงของหัวใจ สร้าง Passion การเงิน          สำหรับคนที่มีเรื่องที่รักหรือชอบจนเข้าขั้น “หลงใหล” (Passion) ... อย่างไรถึงเรียกว่าหลงใหล? นั่นคือ เรื่องอะไรที่คุณจะตื่นเต้นและกระตือรือร้นที่จะทำอย่างเต็มใจ ตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้คุณหลงใหลการทำขนม ไม่ว่าตอนนี้ฝีมือการทำขนมของคุณจะแย่สักแค่ไหน คุณก็พยายามฝึกปรือ หาที่เรียน ทดลองทำ เพื่อให้ได้ขนมที่ต้องการ การล้มเลิกความตั้งใจในเรื่องที่ฟังเสียงจากหัวใจแบบนี้ ยากที่จะเกิดขึ้นใช่ไหมล่ะคะปรับเป็นไอเดียเก็บเงิน: ให้ Passion ที่คุณมี เป็นแรงผลักดันให้อยากเก็บเงิน เช่น เรียนและฝึกทำขนม ต้องใช้งบประมาณเท่าใด และถ้า Passion ในเรื่องนี้ คือการอยากเปิดร้านขายขนม จะต้องมีเงินทุนเท่าใด?  การเก็บเงินไปกับสิ่งที่เรารักแบบนี้ เก็บเงินได้อย่าง Happy แน่นอนค่ะ     วิธีที่ 2 ใส่ระเบียบในความไร้ระเบียบ            ตามหลักการแล้วเราสามารถสร้างพฤติกรรมที่เป็นรูปแบบที่ชัดเจนได้จากการ “ทำซ้ำ” เช่น สมัยเด็ก ถ้าเราต้องการฝึกขี่จักรยานให้เป็น เราจะพยายามฝึกขี่จักรยานทุกวัน พอขี่ได้แล้ว เราก็สามารถขี่จักรยานไปได้ตลอดชีวิต จริงอยู่ว่า ในช่วงแรกๆ สมองของเราอาจต่อต้านให้เราทำไม่ได้ แต่เมื่อเราทำเรื่องนั้นต่อเนื่องซ้ำๆ และให้รางวัลตอบแทนตัวเองในทุกครั้งที่เริ่มทำได้มากขึ้น สมองส่วนจิตใต้สำนึกจะเรียนรู้และทำกระบวนการนั้นเป็นอัตโนมัติปรับเป็นไอเดียเก็บเงิน: เพราะคนส่วนใหญ่มีพฤติกรรมใช้จ่ายเต็มที่วันนี้...สุขวันนี้ เรียกว่า สุขก่อน ขอเก็บทีหลัง เมื่อเคยเก็บเงินแบบไร้ระเบียบ แล้วต้องการเก็บเงินได้อย่างสม่ำเสมอ จึงเกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้น คนที่มีพฤติกรรมการเงินแบบนี้และยังออมไม่ได้สักที จึงควรสร้างพฤติกรรมความมีระเบียบเข้าไปในความไร้ระเบียบ ตัวอย่างเช่น เก็บเหรียญสิบบาท จะมีกี่เหรียญ ณ สิ้นวัน ก็ให้เก็บเสมอ หรือใช้แต่เงินสด (งดใช้บัตรเครดิต) ในวันอาทิตย์ เพื่อลดโอกาสใช้เงินเกิน และมีเงินเหลือเก็บมากขึ้น เช่นนี้ก็ถือเป็นการสร้างนิสัยแบบอัตโนมัติที่ยังมีอิสระและตามใจตัวเองได้ระดับหนึ่ง และทุกครั้งที่ทำได้ต้องไม่ลืมให้รางวัลกับตัวเองด้วยเสมอ     วิธีที่ 3 ขยายเขต Comfort Zone           เป็นที่รู้กันดีว่า การจะทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ ต้องเริ่มจากการ “เปลี่ยนพฤติกรรม” หรือวิธีการที่เคยทำในอดีตก่อน แต่การปรับพฤติกรรมใหม่ๆ แบบทันทีทันใด ก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะสมองส่วนจิตใต้สำนึกจะรู้สึกไม่สบายใจ และจะบีบให้เรากลับไปมีพฤติกรรมที่สบายใจแบบเดิม ตัวอย่างเช่น ถ้าวันนี้คุณไม่เคยขึ้นเวที แต่คุณกลับต้องกระโดดขึ้นเวทีพูดต่อหน้าคนดูจำนวนมากเป็นเวลา 1 ชั่วโมง แค่คิดคุณก็จะรู้สึกกะอักกะอ่วน กังวลใจ ไม่กล้าทำแล้วจริงไหมคะ? ดังนั้นการขยายเขตพฤติกรรมให้หลุดออกจากพฤติกรรมที่อยู่ใน Comfort Zone เดิมๆ จึงต้องเปลี่ยนเป็นค่อยๆ ทำ ฝึกจากการขึ้นเวทีในช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนแล้วค่อยเพิ่มเวลาให้มากขึ้นในครั้งต่อไป ทำเช่นนี้สมองส่วนจิตใต้สำนึกจะสบายใจ และยอมขยายพฤติกรรมใหม่ๆ ให้เราลดความกังวลและทำได้มากขึ้นปรับเป็นไอเดียเก็บเงิน: การขยับวิธีการเก็บเงิน จากเดิมที่เราสบายใจกับการฝากเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร ให้เป็นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างลงทุนผ่านกองทุนรวม เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้น ก็ยากไม่ต่างกับการกระโดดขึ้นเวทีครั้งแรก เป็นไปได้ว่าคุณจะกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะกลัวขาดทุน แนวทางที่ทำได้ อย่างแรกคือ การเข้าใจว่าการลงทุนเก็บเงินเพื่ออนาคตในหลากหลายสินทรัพย์เป็นรูปแบบที่เป็นสากล และช่วยเพิ่มทางเลือกให้เราสามารถเก็บเงินในระยะยาวที่เข้าถึงเป้าหมายให้เร็วขึ้นได้ สิ่งสำคัญคือ การศึกษาให้เข้าใจชัดเจนก่อน และจำกัดเงินที่จะลงทุนในสินทรัพย์ที่ไม่คุ้นเคยค่ะ ตัวอย่างเช่น การเริ่มลงทุนในรูปแบบพอร์ตการลงทุนที่มีระดับความเสี่ยงต่ำ จัดสัดส่วนเงินลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงเพียง 10% ของเงินลงทุนทั้งหมด ที่เหลือเน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ ค่อยๆ ทยอยลงทุนแบบนี้ไปทุกๆ เดือน เราก็จะรู้สึกกล้าขยาย Comfort Zone ของการเก็บเงินให้มีสินทรัพย์ที่หลากหลายขึ้นได้     วิธีที่ 4 มองการณ์ใกล้           ทำไม...การเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆจึงทำได้ยาก  เพราะสมองเรามักจะคำนวณความยากง่ายก่อนทำสิ่งใหม่ๆ เสมอ ซึ่งถ้าเรื่องนั้นง่ายมากๆ สมองจะเห็นว่าไม่เห็นจะเลวร้ายอะไร และไม่มีข้ออ้างที่จะไม่ทำ เราจึงทำเรื่องนั้นได้ง่ายขึ้น หลักคือ การตั้งเป้าหมายที่ “ใกล้ และง่ายจนน่าขำ” ค่ะ เช่น ถ้าตั้งใจว่า “จะออกกำลังกายให้ได้ 6 Pack ภายใน 2 ปีนี้” เปลี่ยนให้ใกล้และง่ายขึ้นเป็น “จะ Sit Up วันละ 1 ครั้ง” เพียงลดเป้าหมายให้เป็นวิธีการที่ทำได้ง่ายสุดๆ วัดผลได้ทุกๆ วัน แบบนี้ แค่คิดเราก็ทำแล้วค่ะ หลังจากเริ่มชินกับพฤติกรรมใหม่นั้นแล้ว ก็ค่อยปรับระดับความยากให้เพิ่มขึ้น เพื่อโอกาสที่เป้าหมายจะเป็นจริงได้ยิ่งขึ้นปรับเป็นไอเดียเก็บเงิน: ขอยกตัวอย่างว่า เป้าหมายการเงินระยะยาวของคุณ คือ การเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านในอีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจคิดว่าไว้ก่อนแล้วกัน เพราะดูยากเกินไปนั่นเอง แต่ถ้าเราซอยเป้าหมายเป็นการเก็บเงินวันละ 193 บาท พอครบเดือนก็นำเงินไปลงทุนกองทุนรวมหุ้น สมมติให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี เก็บเรื่อยๆ 10 ปี ก็บรรลุเป้าหมายเงินล้านได้แล้วค่ะ หรือหาวิธีเก็บเงินที่ง่ายจนน่าขำ เช่น แทนที่จะเก็บวันละ 193 บาท ก็เก็บธนบัตร 100 บาท วันละ 2 ใบ รวมถึงใช้วิธีปรับลดค่าใช้จ่าย ให้เหลือเงินมาเก็บได้มากขึ้น เช่น ชงกาแฟกินเองแทนการซื้อกาแฟวันละ 1 แก้ว หรือเปลี่ยนวิธีเดินทางกลับบ้าน จากนั่งรถแท็กซี่เป็นนั่งรถไฟฟ้าแทน 2 วันต่อสัปดาห์ ก็สนุกได้ Style คุณเลยค่ะสรุปแล้ว ไม่ว่าเราจะเป็นคนแบบไหน ก็ค้นหา My Style ด้านการเงินได้ ไม่ว่าคุณจะเป็นคนที่มี Passion แล้วเอามาเป็นหลักสร้างความจริงจังในการจัดการเงิน คนที่รู้ว่าขาดระเบียบ เลยเก็บเงินไม่ได้ ก็สร้างพฤติกรรมทำซ้ำๆ ต่อเนื่อง พฤติกรรมการเงินอัตโนมัติแบบไม่ต้องคิดเยอะก็เกิดขึ้นได้ คนที่ต้องการผลลัพธ์ทางการเงินที่ดีกว่าเดิม จากการขยายวิธีการเก็บเงินที่หลากหลาย สร้างความเข้าใจและค่อยๆ ลงมือทำ หรือคนที่ต้องการเริ่มต้นมีการเงินที่ทำได้จริง ลดการเกิดข้ออ้างให้ต้องหยุดทำกลางคัน เริ่มด้วยเป้าหมายเล็กๆ เพื่อเป้าหมายการเงินที่ใหญ่กว่า ทั้ง 4 วิธีนี้ คุณอาจใช้วิธีเดียวหรือหลายวิธีในการค้นหา Style การเงินของคุณได้ และไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีไหน สิ่งสำคัญคือ การกลับมาตรวจเช็กไอเดียเหล่านั้นด้วย ว่าไอเดียไหนที่เอาเข้าจริงก็ยังทำไม่ได้ หรือยังไม่สบายใจ ไม่สนุกที่จะทำ ก็คอยปรับหาไอเดียใหม่ๆ ให้เราได้มีพฤติกรรมการเงินที่ดีได้จริงค่ะ    ที่มา https://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A121.aspx