รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • สินเชื่อซื้อลดตั๋วเงิน (Clean Bill Discount: CBD) เป็นสินเชื่อที่สถาบันการเงินให้แก่ลูกค้าที่นำ "ตั๋วเงิน" มาขายเพื่อนำเงินไปใช้หมุนเวียนในการทำธุรกิจในราคาที่ต่ำกว่าหน้าตั๋วเงิน โดยสถาบันการเงินจะได้รับผลตอบแทนเป็นส่วนต่างของราคาขายกับราคาหน้าตั๋ว ส่วนใหญ่ตั๋วเงินที่ลูกค้ามักนำมาขายลดแก่สถาบันการเงิน ได้แก่ "ตั๋วสัญญาใช้เงิน" (Promissory Note หรือเรียกสั้น ๆ ว่า พีเอ็น : P/N) "เช็คการค้า" ที่ระบุวันครบกำหนดชำระเงินไว้ล่วงหน้า และตั๋วแลกเงิน (B/E) โดยทั่วไป ขั้นตอนการให้สินเชื่อโดยซื้อลดตั๋วเงินมีลักษณะดังนี้ เมื่อผู้ขายจัดส่งสินค้าไปยังผู้ซื้อ และได้รับชำระค่าสินค้าเป็นตั๋วเงินที่ลงวันที่ล่วงหน้าซึ่งต้องรอเรียกเก็บค่าสินค้าอีกครั้ง (กล่าวคือ ผู้ขายให้เครดิตแก่ผู้ซื้อสินค้า) หากผู้ขายสินค้าต้องการใช้เงินก่อนวันครบกำหนดชำระ ผู้ขายสินค้าสามารถนำตั๋วเงินนั้น มาขายลดกับธนาคารพาณิชย์ได้ โดยธนาคารพาณิชย์จะคิดดอกเบี้ยล่วงหน้าตามระยะเวลารอเรียกเก็บเงินตามตั๋วซึ่งถือว่าเป็นส่วนลด (Discount) และให้เงินกู้แก่ผู้ขายสินค้าซึ่งมีสถานะเป็นผู้กู้เท่ากับจำนวนเงินหน้าตั๋วเงินหลังหักส่วนลดแล้ว เช่น จำนวนเงินหน้าตั๋วเงิน 100 บาท ส่วนลดที่ธนาคารพาณิชย์คำนวณได้เท่ากับ 10 บาท ดังนั้น จำนวนเงินที่ธนาคารพาณิชย์จะจ่ายให้แก่ผู้ขายสินค้านั้นเท่ากับ 90 บาท โดยเมื่อถึงวันครบกำหนดชำระเงินที่ระบุตามหน้าตั๋วเงิน ธนาคารพาณิชย์จะเป็นผู้เรียกเก็บเงินไปยังผู้สั่งจ่ายตั๋วซึ่งก็คือผู้ซื้อสินค้าตามจำนวนเงินที่ระบุตามหน้าตั๋วเงินคือ 100 บาท ข้อควรทราบในการใช้สินเชื่อซื้อลดตั๋วเงินการที่ผู้กู้นำตั๋วเงินประเภทเช็คการค้าไปขายลดกับสถาบันการเงินไม่ถือเป็นการตัดสิทธิเรียกร้องที่สถาบันการเงินจะสามารถเรียกร้องกับผู้กู้หรือผู้นำตั๋วมาขายลด ดังนั้น หากผู้สั่งจ่ายตามเช็คการค้านั้นไม่สามารถชำระหนี้ได้ สถาบันการเงินจะยังสามารถดำเนินคดีได้ทั้งกับผู้กู้และผู้สั่งจ่าย ​ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/serviceunderbot/loans/businessloan/Pages/discountedBE.aspx
  • ผ่อนไม่ไหวทำอย่างไรดี หากกำลังอยู่ในสถานการณ์เงินไม่พอใช้หนี้ ขอให้ตั้งสติให้ดี แล้วค่อย ๆ พยายามหาทางแก้ไข ดังนี้ ไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อไม่ให้เงินต้นและดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม สำรวจพฤติกรรมการใช้เงิน อาจทำบัญชีรายรับรายจ่าย เพื่อดูว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้างที่ไม่จำเป็นและพอจะลด ละ เลิก ได้บ้าง เช่น เหล้า บุหรี่ หวย เที่ยวกลางคืน ของแบรนด์เนม หารายได้เสริม จากความสามารถพิเศษที่มี เช่น ทำขนมขาย รับจ้างซ่อมแซมสิ่งของ ประกวดความสามารถชิงรางวัลต่าง ๆ ไม่ควรหนีหน้าเจ้าหนี้ เพราะอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากขึ้น แต่หากยังไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด อาจใช้วิธีเข้าไปหารือกับสถาบันการเงิน เพื่อปรึกษาและหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน เช่น ขอลดจำนวนเงินที่ต้องจ่ายในแต่ละงวดจนกว่าจะสามารถกลับไปชำระเงินในแบบเดิมที่เคยตกลงกันไว้ การรีไฟแนนซ์ การรีไฟแนนซ์ คือ การ “เปลี่ยนเจ้าหนี้” หรือไถ่ถอนหนี้จากผู้ให้สินเชื่อเดิมเพื่อมาขอกู้จากผู้ให้สินเชื่ออีกแห่งหนึ่งแทน ซึ่งเหตุผลส่วนใหญ่ในการรีไฟแนนซ์ก็คือ ผู้ให้สินเชื่อมักเสนอดอกเบี้ยต่ำในช่วงปีแรก ๆ การไปเริ่มกู้กับธนาคารแห่งใหม่ เมื่อหมดช่วงเวลาที่ได้ดอกเบี้ยต่ำแล้วมักจะได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง จึงมีการนำเสนอให้ผู้ขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์หรือไถ่ถอนหนี้จากผู้ให้สินเชื่อเดิมเพื่อมาขอกู้จากผู้ให้สินเชื่ออีกแห่งที่เสนอจะลดอัตราดอกเบี้ยหรือมีข้อเสนออื่น ๆ มาจูงใจ   อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ เราควรคำนวณให้ดีก่อนว่าคุ้มหรือไม่ โดยเปรียบเทียบว่าเงินที่ประหยัดได้จากดอกเบี้ยที่ลดลงมากกว่าหรือน้อยกว่าค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นจากการที่ต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาสินเชื่อใหม่ทั้งหมด เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าใช้จ่ายในการประเมินมูลค่าหลักประกัน ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทำประกัน ค่าปรับให้แก่เจ้าหนี้เก่า ในกรณีที่ยุติการกู้ก่อนระยะเวลาที่ระบุไว้ในสัญญา หากพบว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินการสูง หรือเสียเวลาในการดำเนินการมาก แต่ช่วยให้ประหยัดเงินได้น้อย การใช้บริการผู้ให้สินเชื่อเดิมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า ตัวอย่างการประมาณการเพื่อเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นและดอกเบี้ยที่ประหยัดได้ เพื่อประเมินเบื้องต้น ก่อนตัดสินใจรีไฟแนนซ์ นาย ก ได้กู้เงินซื้อบ้านจากธนาคาร A เป็นเงิน 2,200,000 บาท โดยกู้มาแล้ว 2 ปี ขณะที่เงินต้นคงเหลือ 2,000,000 บาท อัตราดอกเบี้ยที่จ่ายอยู่เดิมคือ 7% โดยนาย ก กำลังตัดสินใจว่าจะรีไฟแนนซ์ไปธนาคาร B ซึ่งจะคิดอัตราดอกเบี้ย 3% เป็นเวลา 3 ปี หลังจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (ให้สันนิษฐานว่าหลังจากหมดโปรโมชั่นแล้ว จะใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยของสถาบันการเงินเดิม) แต่นาย ก ต้องจ่ายค่าปรับเป็นจำนวนเงิน 3% ของยอดคงค้าง เพราะเพิ่งจะกู้ไม่ถึง 3 ปี การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะเกิดขึ้นในกรณีที่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาเงินกู้เดิม ลูกหนี้จึงประสงค์ที่จะขอผ่อนปรนการชำระหนี้กับสถาบันการเงินตามความสามารถ โดยสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะเป็นแนวทางที่ลูกหนี้สามารถที่จะชำระหนี้ได้ตลอดสัญญา และลูกหนี้ไม่ควรผิดนัดชำระอีก ดังนั้น ในการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ ลูกหนี้ควรชี้แจงสาเหตุหรือปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่สถาบันการเงินได้ตามความเป็นจริง เพื่อให้สถาบันการเงินนำข้อมูลที่เป็นประเด็นปัญหาไปประกอบการพิจารณาอนุมัติการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต่อไป การปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต้องมีการทำสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรเพิ่มเติมจากสัญญาเดิม โดยข้อตกลงของสัญญานั้นจะขึ้นอยู่กับการเจรจาระหว่างลูกหนี้และสถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ ซึ่งอาจเป็นการตกลงเพื่อให้สามารถปฏิบัติได้ตามสัญญาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเช่น เรื่องอัตราดอกเบี้ย หรือระยะเวลาการชำระหนี้ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/debtmgt/Pages/debtrelief.aspx
  • สู่วิถี...เป็นหนี้อย่างเป็นสุข ทำความเข้าใจก่อนลงนามในสัญญา ก่อนลงนามในสัญญาใด ๆ รวมถึงการขอกู้เงินต้องอ่านทำความเข้าใจและตรวจสอบความถูกต้องของข้อความและเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น วัตถุประสงค์ในการกู้เงินตรงตามที่ขอกู้ ระยะเวลาที่ให้กู้เงินกำหนดวันชำระเงินและความถี่ในการชำระเงิน จำนวนเงินทั้งที่เป็นตัวเลขและตัวอักษรถูกต้องตรงกัน อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเป็นแบบคงที่หรือลอยตัว หากเป็นแบบลอยตัวธนาคารต้องแจ้งประเภทของอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง เช่น MRR MLR MLR+x% หรือ MLR-x% ตารางแสดงจำนวนเงินผ่อนต่องวดที่แสดงทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ประเภทและรายละเอียดของหลักประกันในสัญญาจำนองหลักประกันว่าตรงตามที่ระบุในสัญญาหรือไม่ เงื่อนไขการไถ่ถอนและการเปลี่ยนแปลงหลักประกัน เงื่อนไขการผิดนัดชำระหนี้ เช่น ดอกเบี้ยผิดนัด ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้เงื่อนไขการยึดหลักประกันเมื่อผิดนัดชำระหนี้ เงื่อนไขการชำระคืนเงินกู้ก่อนกำหนด เช่น หากอยากเอาเงินก้อนมาโปะหนี้ก่อนครบอายุเงินกู้จะทำได้หรือไม่และมีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง รายละเอียดอื่น ๆ เช่น ค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าประเมินราคาหลักประกัน ราคาประเมินของหลักประกัน (ถ้ามี) ค่าใช้จ่ายในการทำประกันวินาศภัยต่าง ๆ ใช้เงินตามวัตถุประสงค์ ควรใช้เงินตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งใจไว้และไม่ควรแบ่งเงินไปใช้ทำอย่างอื่น เพราะอาจทำให้ไม่มีเงินพอที่จะทำสิ่งที่ตั้งใจและมีประโยชน์กว่า รวมทั้งอาจทำให้มีรายได้ไม่พอไปชำระหนี้ตามที่ประมาณการไว้แต่เดิมด้วย ตรวจสอบความถูกต้องทุกครั้ง ตรวจสอบความถูกต้องของรายการต่าง ๆ เช่น การใช้จ่ายหรือการชำระหนี้ทุกครั้งที่ได้รับใบแจ้งหนี้และใบเสร็จรับเงิน หากพบว่าไม่ถูกต้องควรรีบแจ้งเจ้าหนี้เพื่อแก้ไขโดยเร็วและเก็บเอกสารไว้ตรวจสอบกับงวดการชำระเงินถัดไปว่าถูกต้องตรงกันหรือไม่ จ่ายเงินตรงเวลาและตามเงื่อนไข ควรจ่ายเงินให้ตรงเวลาและตามเงื่อนไขโดยจ่ายให้ตรงตามสัญญาภายในวันที่กำหนด และจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเบี้ยปรับเพิ่ม และรักษาประวัติเครดิตให้ดีอยู่เสมอ รวมถึงการไม่จ่ายค่างวดในจำนวนมากกว่าที่ระบุไว้ในช่วงเวลาที่สัญญาห้ามชำระหนี้ก่อนกำหนดเพื่อไม่ให้เป็นการปฏิบัติผิดสัญญา ซึ่งอาจจดใส่ปฏิทินตั้งโต๊ะ หรือกระดาษติดไว้ในจุดที่ง่ายต่อการมองเห็น หรือใช้ระบบเตือนในโทรศัพท์มือถือก็ได้ ชำระหนี้เมื่อมีเงินก้อน หากเจ้าหนี้ไม่ได้คิดเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ในกรณีชำระเงินก่อนครบกำหนดชำระ (Prepayment Fee) ก็ควรรีบชำระหนี้เมื่อมีเงินก้อนเพื่อลดภาระดอกเบี้ยที่จะต้องจ่าย แต่ถ้ามีการเรียกเก็บเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายอื่นๆจะต้องคำนวณเปรียบเทียบว่าคุ้มหรือไม่ ถ้าพบว่าไม่คุ้มการจ่ายเงินตามเวลาที่กำหนดไว้ก็น่าจะดีกว่า แจ้งเจ้าหนี้หากเปลี่ยนแปลงข้อมูล อย่าลืมแจ้งเจ้าหนี้ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลส่วนตัว เช่น ที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจทำให้เกิดการเสียประวัติเครดิตได้ เช่น ไม่ได้รับการติดต่อจากผู้ให้สินเชื่อกรณีฉุกเฉิน ไม่ได้รับใบแจ้งหนี้หรือกรณีที่สถาบันการเงินต้องการติดต่อเพื่อจัดทำหนังสือแนบท้ายสัญญาเพื่อปรับเพิ่มค่างวดเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยปรับสูงขึ้นจนอาจทำให้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายต่องวดต้องเพิ่มขึ้น หากผู้กู้ไม่ทราบและยังผ่อนชำระค่างวดเท่าเดิม ก็อาจต้องเสียเบี้ยปรับหรืออัตราดอกเบี้ยผิดนัด หลีกเลี่ยงการชำระเงินแค่ขั้นต่ำ สินเชื่อบางประเภท เช่น บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ ผู้ใช้บริการสามารถชำระเงินแค่ขั้นต่ำได้ แต่รู้หรือไม่ว่าจะทำให้เราต้องเป็นหนี้ระยะเวลานาน และต้องเสียดอกเบี้ยเป็นจำนวนมากอีกด้วย ดังนั้น ควรจ่ายเต็มจำนวนหากสามารถจ่ายได้หรือจ่ายให้ได้มากที่สุด เพื่อให้เราเสียดอกเบี้ยน้อยที่สุด ตัวอย่างการชำระเงินขั้นต่ำ   ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/debtmgt/Pages/debthappily.aspx
  • การออม การออม เป็นการแบ่งรายได้ส่วนหนึ่งเก็บสะสมไว้สำหรับวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น เพื่อไว้ใช้ในอนาคต เผื่อเวลาฉุกเฉิน เพื่อใช้ในสิ่งที่อยากได้หรืออยากทำ การออมส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้นต่ำ และได้รับผลตอบแทนไม่สูงนักเมื่อเทียบกับการลงทุน เช่น การฝากออมทรัพย์ การฝากประจำ การซื้อสลากออมทรัพย์ สัดส่วนที่เหมาะสมในการออม โดยทั่วไปควรออมเงินประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน อย่างไรก็ตามอัตราส่วนนี้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม ขึ้นอยู่กับรายได้ปัจจุบันและแผนทางการเงินที่วางไว้ เช่น หากเรามีแผนที่จะใช้เงินก้อนใหญ่ในระยะเวลาอันใกล้ อาจจำเป็นต้องออมเงินมากกว่า 1 ใน 4 เพื่อให้เราถึงเป้าหมายทางการเงินเร็วขึ้น แต่ถ้าเรามีรายได้น้อยและหนี้สินเยอะ ก็อาจลดการออมลง เพื่อนำเงินจำนวนนี้ไปทยอยผ่อนชำระหนี้สินที่มีให้หมดก่อน แล้วค่อยออมเพิ่มขึ้น เป็นต้น วัตถุประสงค์ในการออม อาจจะจัดสรรวัตถุประสงค์หลักได้เป็น 4 ส่วน ดังนี้ ปัจจัยที่ควรพิจารณาในการออม เมื่อเราเริ่มออมเงินแล้ว สิ่งต่อไปที่จะต้องพิจารณาคือ เราจะเก็บเงินออมนั้นไว้อย่างไร หากจะเก็บเป็นเงินสดไว้กับตัว แม้จะนำมาใช้จ่ายได้ง่าย แต่ก็เสี่ยงต่อการสูญหายและไม่มีผลตอบแทนที่จะทำให้เงินออมงอกเงยได้ ทางเลือกของเราจึงอาจเป็นการมองหาผลิตภัณฑ์เพื่อการออมหลากหลายรูปแบบที่ออกโดยสถาบันการเงินต่าง ๆ เช่น บัญชีเงินฝาก ผลิตภัณฑ์คล้ายเงินฝาก ซึ่งการเลือกผลิตภัณฑ์เพื่อการออมให้เหมาะสมกับความต้องการและวัตถุประสงค์ในการออมนั้น สามารถพิจารณาได้จากปัจจัยต่อไปนี้ ผลตอบแทนผลตอบแทนจากการออม คือ ดอกเบี้ย ซึ่งมีความสำคัญมากต่อการออม เพราะยิ่งอัตราผลตอบแทนสูงเท่าไร เงินออมก็จะยิ่งงอกเงยรวดเร็วขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลอัตราผลตอบแทนของแต่ละผลิตภัณฑ์ได้จากสถาบันการเงินที่ต้องการ หรือตรวจสอบ อัตราดอกเบี้ยประจำวันของธนาคารพาณิชย์ ได้จาก website ของธนาคารแห่งประเทศไทย  อัตราเงินเฟ้ออัตราเงินเฟ้อ เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อ "ค่าของเงิน" เช่น เมื่อก่อนซื้อข้าวราดแกงจานละ 15 บาท แต่ปัจจุบันราคาเพิ่มขึ้นเป็น 30 - 50 บาท ราคาสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หรือ "เงินเฟ้อ" ทำให้เงินมีมูลค่า หรือ "อำนาจซื้อ" ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ดังนั้นดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับนั้นจึงยังไม่ใช่ผลตอบแทนที่แท้จริง ต้องมีการหักผลกระทบจากเงินเฟ้อออกก่อน ดังนี้ ระยะเวลาในการออม เพราะการออมมีผลตอบแทน ดังนั้นยิ่งเริ่มต้นออมเร็วเท่าไหร่ เงินก็จะยิ่งงอกเงยมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่นำเงินไปฝากแบบมีการคิดดอกเบี้ยทบต้น ดอกเบี้ยที่ได้จะถูกทบเข้ากับเงินต้นเดิม และกลายเป็นเงินต้นของงวดถัดไปเรื่อย ๆ ทำให้เงินงอกเงยได้เร็วยิ่งขึ้น นอกจากนี้ หากเรามีการตั้งเป้าหมายทางการเงินไว้ ยิ่งเราเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ ภาระในการเก็บออมก็จะยิ่งลดลงเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น เราตั้งเป้าหมายออมเงินให้ได้ 1 ล้านบาทเพื่อการเกษียณ โดยได้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 31 ปี จะต้องออมเพียงปีละ 15,000 บาทเท่านั้น แต่หากเริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี จะต้องออมถึงปีละ 76,000 บาท ดังตารางด้านล่างและหากตั้งเป้าหมายการออมเงินให้งอกเงยเป็นเท่าตัว ก็สามารถคำนวณระยะเวลาในการออมง่าย ๆ ได้ดังนี้จากสมการ จะเห็นได้ว่ายิ่งอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนสูง ระยะเวลาการออมเงินให้งอกเงยเป็นเท่าตัวก็ยิ่งสั้นลง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราออมโดยได้ดอกเบี้ยร้อยละ 4 จะต้องใช้เวลา 18 ปีเงินจึงจะงอกเงยเป็นเท่าตัว แต่ถ้าเราออมที่ดอกเบี้ยร้อยละ 6 เงินจะงอกเงยเป็นเท่าตัวในเวลาเพียง 12 ปี สภาพคล่องทางการเงินของผลิตภัณฑ์ คือ ความยากง่ายในการเปลี่ยนสินทรัพย์ที่มีเป็นเงินสด สินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง จะสามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อย่างรวดเร็ว เช่น เงินฝากธนาคาร ส่วนสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำ จะต้องใช้เวลานานในการขายหรือเปลี่ยนให้เป็นเงินสด เช่น รถ ที่ดิน หรือ สิ่งของสะสม ผลิตภัณฑ์เพื่อการออมแต่ละประเภทก็มีสภาพคล่องที่ต่างกัน เช่น การฝากออมทรัพย์จะมีสภาพคล่องสูง สามารถฝาก-ถอนเงินสดได้ตลอดเวลา แต่ก็ได้รับผลตอบแทนเป็นอัตราดอกเบี้ยต่ำ ในขณะที่การฝากประจำแม้จะมีผลตอบแทนสูงกว่า แต่ก็อาจเรียกได้ว่ามีสภาพคล่องต่ำกว่า เนื่องจากหากถอนเงินออกจากบัญชีก่อนครบกำหนดเวลา ก็มักจะได้รับดอกเบี้ยต่ำกว่าที่ประกาศไว้ดังนั้น เราจึงควรจัดสรรเงินออมให้สอดรับกับรูปแบบการใช้จ่ายและความจำเป็นทางการเงินของตนเอง เพื่อป้องกันปัญหาขาดสภาพคล่องหรือ "หมุนเงินไม่ทัน" จนต้องถอนเงินก่อนกำหนด หรือต้องกู้ยืมเงินมาใช้โดยไม่จำเป็น โดยสิ่งที่จะช่วยเราได้ก็คือการวางแผนการเงินและการทำบัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งนอกจากจะทำให้เรารู้ว่าเราจะต้องมีเงินที่มีสภาพคล่องสูง ได้แก่ ค่าใช้จ่ายประจำแต่ละเดือน และเงินที่สำรองไว้สำหรับกรณีฉุกเฉินเป็นจำนวนเท่าใดเพื่อฝากเงิน 2 ส่วนนี้ไว้ในบัญชีออมทรัพย์ (แต่ควรแยกบัญชีกันเนื่องจากมีวัตถุประสงค์ต่างกัน) แล้ว เรายังสามารถนำเงินส่วนที่เหลือมาออมด้วยการฝากประจำหรือนำไปลงทุนซึ่งได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าเพื่อให้เงินงอกเงยมากขึ้นด้วย อัตราค่าธรรมเนียมและข้อกำหนดต่าง ๆ ผลิตภัณฑ์เพื่อการออมแต่ละประเภทจะมีข้อกำหนดและอัตราค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน เช่น เงินฝากบางประเภทอาจมีข้อกำหนดว่าหากถอนเงินเกินจำนวนครั้งสูงสุดที่กำหนดก็จะต้องเสียค่าธรรมเนียมการเบิกถอนเพิ่ม รวมทั้งอาจมีค่าธรรมเนียมกรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหว ดังนั้น ก่อนการตัดสินใจควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดให้เข้าอย่างใจถ่องแท้ โดยสามารถสอบถามข้อมูลจากสถาบันการเงินนั้น ๆ หรือตรวจสอบข้อมูลค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมได้จาก website ของธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์นั้น ๆ มีความเหมาะสมกับการดำเนินชีวิตและการใช้บริการทางการเงินของเราหรือไม่ ภาษี หัก ณ ที่จ่าย โดยทั่วไปผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากจะถูกหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% แต่ก็มีผลตอบแทนการออมบางประเภทที่ได้รับยกเว้นภาษี เช่น- ดอกเบี้ยจากเงินฝากออมทรัพย์ส่วนที่ไม่เกิน 20,000 บาท- ดอกเบี้ยจากสลากออมทรัพย์- ดอกเบี้ยจากเงินฝากประจำรายเดือน ตั้งแต่ 24 เดือนขึ้นไป (บุคคลธรรมดาสามารถใช้สิทธิฝากเงินในบัญชีประเภทนี้ได้เพียงบัญชีเดียว โดยยอดเงินฝากรวมต้องไม่เกิน 600,000 บาท และผู้ปกครองสามารถเปิดบัญชีในนามของผู้เยาว์ได้) การคุ้มครองเงินฝาก ศึกษาละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เรื่อง บัญชีเงินฝาก หัวข้อ ต้องรู้อะไร...เมื่อไปฝากเงิน ข้อ 4  เงื่อนไขการคุ้มครองเงินฝาก ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/save/Pages/save.aspx
  • ความสามารถในการผ่อนชำระ หากเรามีหนี้มากก็ต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมาก และถ้าภาระหนี้ที่ต้องผ่อนจ่ายในแต่ละงวดมากเกินกำลังชำระหนี้ของเราก็อาจไม่มีเงินไปจ่ายตามกำหนดหรือที่เรียกว่าเกิดการผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งเราอาจต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยกรณีผิดนัดซึ่งแพงกว่าดอกเบี้ยปกติ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าติดตามทวงถามหนี้ รวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น ความทุกข์ ความเครียด ว่าจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้ที่พอกพูนขึ้น นอกจากนี้ ประวัติทางการเงินของเราก็จะเสีย ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการขอสินเชื่อครั้งต่อไป หรือเรื่องอาจบานปลายออกไปอีก เช่น อาจถูกฟ้องล้มละลายได้   ดังนั้น สิ่งที่ควรจำให้ขึ้นใจและนำมาใช้ทุกครั้งก่อนตัดสินใจเป็นหนี้ก็คือ ควรพิจารณาว่าเรามีความสามารถในการผ่อนชำระมากน้อยแค่ไหน ซึ่งสัดส่วนการผ่อนชำระหนี้ทั้งหมดในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือนเพื่อให้เราไม่มีภาระหนี้และความหนักใจมากจนเกินไป รวมทั้งมีเงินใช้สำหรับเรื่องอื่นในชีวิต เช่น ออมเพื่อวันข้างหน้า ซื้อสินค้าและบริการที่จำเป็นต้องใช้ในปัจจุบัน ประเภทของสินเชื่อ สินเชื่อมีหลากหลายประเภทมีลักษณะและวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน เราจึงควรพิจารณาประเภทของสินเชื่อที่เหมาะกับความจำเป็นในการใช้เงินของเราซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเนื้อหาเรื่องสินเชื่อ และข้อมูลจากสถาบันการเงินต่าง ๆ อัตราดอกเบี้ยและวิธีการคิดดอกเบี้ย อัตราดอกเบี้ยรูปแบบของอัตราดอกเบี้ยที่ใช้และวิธีการคำนวณดอกเบี้ยของสถาบันการเงินแต่ละแห่งอาจแตกต่างกัน ดังนั้น ควรศึกษาหาข้อมูลให้ครบถ้วนว่าสถาบันการเงินที่เราสนใจจะใช้บริการใช้อัตราดอกเบี้ยเท่าใด เป็นแบบคงที่หรือลอยตัว และใช้วิธีคำนวณแบบเงินต้นคงที่ (flat rate) หรือลดต้นลดดอก (effective rate) เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลเปรียบเทียบประกอบการตัดสินใจ นอกจากในกรณีทั่วไปแล้วยังมีอัตราดอกเบี้ยในกรณีอื่น ๆ เช่น อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บเพิ่มขึ้นหากผิดนัดชำระหนี้ หรือการเสนออัตราดอกเบี้ยพิเศษสำหรับลูกค้าบางกลุ่มอาชีพที่ซึ่งสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากผู้ให้สินเชื่อ หรือหากต้องการเปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยค่าธรรมเนียมที่สำคัญก็สามารถเข้ามาดูได้ที่ website ของแบงก์ชาติ ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง นอกจากดอกเบี้ยแล้ว การขอสินเชื่อมักมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีกเช่น ค่าสำรวจและประเมินราคาหลักประกันค่าจดจำนองหลักประกัน ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าอากรแสตมป์ เราจึงต้องไม่ลืมศึกษาข้อมูลเหล่านี้ด้วย ระยะเวลาในการผ่อนชำระ ระยะเวลาในการผ่อนชำระมีผลต่อดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพราะยิ่งระยะเวลานานก็ยิ่งต้องจ่ายดอกเบี้ยมากจึงไม่ควรติดกับดักจ่ายน้อย ๆ (แต่จ่ายนาน ๆ ) เพราะทำให้เราเสียดอกเบี้ยมากทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วเรามีกำลังจ่ายมากกว่าที่กำลังผ่อนอยู่ หรือมองอีกด้านก็คือหากผ่อนหมดไวก็จะเสียดอกเบี้ยน้อย ซึ่งสามารถทำได้โดยวางเงินดาวน์ก้อนใหญ่หรือผ่อนชำระต่องวดมาก อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงจุดสมดุลในชีวิตของแต่ละคนซึ่งอาจแตกต่างกันไป โดยการผ่อนชำระต่องวดไม่ควรกระทบกับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและการออมเงินเผื่อเหตุฉุกเฉิน เพราะอาจทำให้เราใช้ชีวิตใช้ชีวิตแบบตึงเกินไป หรือหากมีเหตุฉุกเฉินแต่ไม่มีเงินรองรับ ก็อาจทำให้เราต้องไปกู้หนี้ยืมสินได้ คุณภาพการให้บริการ   เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราต้องติดต่อกับผู้ให้สินเชื่อเป็นเวลานาน เช่น สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจตัดสินใจได้จากวิธีการตอบคำถามอย่างชัดเจนด้วยความเต็มใจ ระยะเวลาในการดำเนินเรื่อง วิธีการติดตามทวงถามหนี้ กระทู้ร้องเรียนที่พบได้จากเว็บไซต์ หรือถามจากเพื่อน ๆ หรือคนที่เรารู้จักที่เป็นลูกค้าอยู่หรือเคยใช้บริการ ความสะดวกของช่องทางการชำระหนี้และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง หากดอกเบี้ยและคุณภาพการให้บริการไม่แตกต่างกัน ก็ควรเลือกใช้บริการจากสถาบันการเงิน ที่เราสามารถชำระหนี้ได้อย่างสะดวกและไม่มีค่าใช้จ่ายหรือมีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการผ่านช่องทางนั้น ๆ น้อยที่สุด หลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ แม้สินเชื่อนอกระบบจะมีความสะดวกมากกว่าเมื่อเทียบกับสินเชื่อในระบบ เช่น ของ่าย ได้เงินเร็ว ไม่ต้องใช้หลักฐานทางการเงิน ไม่ต้องตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโรหรือไม่ต้องหาหลักประกัน แต่ก็ไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของทางการที่สำคัญ มักคิดดอกเบี้ยแพง เอารัดเอาเปรียบ และทวงหนี้ด้วยความรุนแรงเราจึงควรหลีกเลี่ยงสินเชื่อนอกระบบ เราสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเรื่องการเงินนอกระบบ หากต้องการรู้คร่าว ๆ ว่าเราสามารถก่อหนี้ได้เท่าไร และใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระนานแค่ไหน สามารถทดลองคำนวณได้ที่ โปรแกรมคำนวณเงินกู้ ที่มา : http://www.1213.or.th/th/moneymgt/debtmgt/Pages/indebtedness.aspx