รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “ความมั่งคั่งทางการเงิน” สิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการมาทุกยุคทุกสมัย แต่ที่แตกต่างกัน ก็คงเป็นเรื่องของวิธีการได้มาซึ่งความมั่งคั่งนั้น ในยุคสมัยก่อน ยุคของคนที่มีอายุ 50 ปี ขึ้นไปในปัจจุบัน หรือที่หลายๆ คน รู้จักกันว่ายุค babyboomer ยุคสมัยที่สงครามพึ่งสิ้นสุด ร่วมด้วยกับเทคโนโลยีที่ได้พัฒนาขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ส่งผลให้เศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศโตไวอย่างก้าวกระโดดเช่นกันหลายคนเลยได้ลืมตาอ้าปาก ได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่งคั่งทางการเงิน” อย่างไม่คิดไม่ฝันแต่เมื่อเวลาผ่านไป เข้าสู่ยุคของคน GEN Y (เจนวาย) การที่จะได้สัมผัส “ความมั่งคั่งทางการเงิน” ด้วยตัวเอง เหมือนรุ่นพ่อรุ่นนั่นเป็นไปได้ยากเหลือเกิน ในยุคที่เศรษฐกิจเริ่มโตจนใกล้เต็มที่แล้ว ในยุคที่ทุนนิยมครอบครองเศรษฐกิจแทบทั้งหมด ยุคที่ธุรกิจใหม่ๆ เติบโตได้ยากเหลือเกิน   “คนที่รวยก็รวยมากขึ้น แต่จำนวนคนที่รวยกลับลดลง” ถึงแม้การเป็นมนุษย์เงินเดือน จะมีค่านิยมด้านลบมากมายในกลุ่มคนเจนวาย แต่พอเรียนจบกันมาต่างก็ก็มานั่งอยู่หน้าจอคอมในออฟฟิตเย็นๆ แบบไม่มีทางเลือกเท่าไหร่นักปัญหาสำคัญของการไม่ประสบความสำเร็จทางการเงิน คงไม่เกี่ยวกับว่าเราเป็นมนุษย์เงินเดือนหรือเปล่า แต่ถุงเงินว่าอาจจะเป็นกับดักทางความคิดต่างๆ ของคนเจนวายอย่างเราๆ มากกว่า   -- ความคิดว่าออมอย่างเดียวก็รวยได้ -- ออมเงิน ออมเงิน ออมเงินเป็นสิ่งที่คนยุคเจนวายแทบทุกคน ถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่การออมเงินอย่างไม่มีการวางแผนเลยนั่นไม่ช่วยให้รวยหรอกนะ จะวางแผนเกษียณแต่เริ่มเก็บเงินตอนอายุ 40 ปี จะวางแผนซื้อรถแต่เก็บเงินเดือนละแค่ 1,000 บาท แล้วเมื่อไหร่จะถึงเป้าหมายล่ะเนี้ย -- คิดว่าเก็บเงินไว้ในธนาคารนั่นคือการลงทุนแล้ว -- เงินเฟ้อเฉลี่ยปีละ 3 - 4% ถ้าเราถือเงินไว้เฉยๆ นั่นเท่ากับว่ามูลค่าเงินขอเรากำลังลดลงทุกๆ ปี การฝากประจำในธนาคารที่มีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยไม่เกิน 1% นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้เราชนะเงินเฟ้อได้ การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนนอกจากจะช่วยเอาชนะเงินเฟ้อได้แล้ว ยังช่วยเพิ่มเงินที่เรามีอยู่ได้อีกด้วย ยิ่งเวลายิ่งมาก ผลตอบแทนจากการทบต้นก็ยิ่งมีมูลค่ามาก   -- แนวคิดกล้าได้กล้าเสีย กับการลงทุน -- ด้วยความกดดันที่น้อยกว่า ทำให้ความเสี่ยงของการศูนย์เงินจึงแทบไม่มีผลเลยสำหรับชาวเจนวายอย่างเรา และ ด้วยแนวคิดพื้นฐานส่วนใหญ่ของคนเจนวาย ที่ชื่นชอบการแสวงหาความตื่นเต้นในชีวิต ทำให้การลงทุนของพวกเขาที่ไม่ค่อยจะคำนึงถึงความเสี่ยง จึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก -- ความสุขตรงหน้าสำคัญกว่าสิ่งใด -- เงิน ไม่ตายก็หาใหม่ได้ เมื่อโอกาสในการหาความสุขมาอยู่ตรงหน้า คนเจนวายจึงไม่ลังเลที่จะใช้เงินเพื่อแลกมันมาแนวคิดใกล้เคียงสุขนิยมแบบนี้ เป็นกับดักทางความคิดที่เป็นศัตรูตัวฉกาจกับความมั่งคั่งทางการเงินอย่างเต็มตัว การจะมีความมั่งคั่งทางการเงิน จำเป็นที่จะต้องมีทุน การสะสมทุนก็จะต้องมีพื้นฐานมาจากออมเงิน การยอมสละความสุข ณ ปัจจุบันเพียงไม่เท่าไหร่ อาจจะหมายถึงความสบายอย่างมากในวัยชราได้ -- แรงผลักดันทางความคิดน้อยกว่าคนยุคก่อนมาก -- น้อยคนนักในยุคเจนวายจะเกิดมาลำบาก ความกลัวและแรงผลักดันที่จะหนีความลำบากจึงน้อยกว่าคนในยุคก่อนมากนัก ความต้องการประสบความสำเร็จในชีวิตของคนเจนวาย อาจจะเพื่อต้องการการยอมรับทางสังคม ซึ่งนั่นจะไม่มีทางเทียบเท่ากับแรงผลักดันเพื่อต้องการหนีจากความลำบากได้เลยถ้าคนเจนวายคนไหนมีนิสัยเสียเหล่านี้ควรแก้ซะนะ ใช้พลังด้านบวกเสริมเข้าไป เพราะคนเจนวายมีพลังด้านบวกทางความคิดสร้างสรรค์ มีความทะเยอทะยาน เพียงแค่ต้องรู้จักตัวเอง รู้จักถึงปัญหาของตัวเอง และปรับปรุงแก้ไขมัน “ทันที” !!!“เพราะสำหรับเรื่องการเงิน ยิ่งเริ่มเร็วก็ยิ่งได้เปรียบ”ถุงเงินขอเป็นกำลังใจให้กับมะนุดเจนวายทุกคน ประสบความสำเร็จทางด้านการเงินนะครับและที่สำคัญเจ้ามะนุดทุกคนสามารถเรื่องราวทางการเงินดีๆ อีกมายมาย ได้ที่ Page Money Ideashttps://www.facebook.com/moneyideasth/photos   ที่มา https://aommoney.com/stories/aommoney-ideas/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%A1/1759#jiebsyo218
  • สวัสดีครับเพื่อนๆ ตอนนี้เราก็ได้ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 2 ของปีกันไปเรียบร้อยแล้วนะครับ (ไวมากๆ) การวางแผนการเงินที่เพื่อนๆทำไว้ตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นยังไงกันบ้างครับ? เก็บเงินกันไปถึงไหนแล้ว? หรือกระเป๋าแบนกันไปหมดแล้วครับ? แต่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ หลายๆคนก็เป็นกัน นั่นเป็นเพราะว่าเพื่อนๆอาจจะวางแผนการเงินแล้วตั้งเป้าหมายที่ดูใหญ่เกินตัว  จนทำให้เราไม่รู้ว่าจะเริ่มจากตรงไหนดี พี่หมีจึงขอแนะนำว่า ถ้าเพื่อนๆอยากวางแผนการเงินให้ดียิ่งขึ้น ก็ให้ตั้งเป้าหมายเล็กๆด้วยวิธีการง่ายๆที่เราไม่ต้องคิดมากเพื่อไปสู่เป้าหมายนั้นๆ อย่างเช่น การแบ่งเงินไปเข้าบัญชีออมทรัพย์หรือบัญชีเงินฝากประจำตั้งแต่ต้นเดือนเมื่อเงินเดือนออก อะไรแบบนี้ เพื่อนๆก็จะเห็นเงินงอกเงยขึ้นมาได้ภายในเวลาไม่กี่เดือน ใจชื้นจนมีกำลังใจเก็บเงินต่อเลยล่ะครับ นอกจากนี้ พี่หมียังมีเคล็ดลับวางแผนการเงินอีก 5 ข้อที่ใครๆก็ทำได้ง่ายๆมาฝากกัน เพื่อให้การวางแผนการเงินของเพื่อนๆตลอดทั้งปี 2018 เป็นไปอย่างราบรื่นครับ ไปดูกันเลย     1) ยกเลิกบัตรเครดิตที่ไม่ใช้แล้ว หลายๆคนมักจะสมัครบัตรเครดิตเพราะไปติดกับดักโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมต่างๆ หรือเห็นว่ามี cashback reward สูง ก็เลยสมัครเก็บไว้ แต่กลายเป็นว่าพอเวลาผ่านไป โปรโมชั่นเหล่านี้ก็หมดไปแล้วสุดท้ายเราก็ไม่ได้ใช้บัตรเครดิตเหล่านั้นอยู่ดี ถ้าเพื่อนๆรู้ตัวว่ามีบัตรเครดิตใบไหนที่เราไม่ได้ใช้แล้ว ก็ขอให้ ไปยกเลิกบัตรเครดิตใบนั้นๆทันทีจะดีกว่าครับ จะทำให้เพื่อนๆวางแผนการเงินได้ดีขึ้น แม้ว่าเพื่อนๆจะคิดว่ามีไว้ก็ไม่เสียหายอะไร แต่จำไว้ว่า เพื่อนๆยังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายปี ในทุกๆปี และอาจตกเป็นเหยื่อของการถูกโจรกรรมข้อมูลบัตรเครดิตได้โดยไม่รู้ตัวครับ     2) เปรียบเทียบบัตรเครดิตใบใหม่   ถ้าหากเพื่อนๆยังคงจำเป็นต้องใช้บัตรเครดิตอยู่ ก็ควรวางแผนการเงินด้วยการอัพเดทตัวเองด้วยข้อมูลเปรียบเทียบบัตรเครดิตใบใหม่ๆ ที่จะมีเงื่อนไข สิทธิพิเศษ และโปรโมชั่นที่แตกต่างกันไป เพื่อที่ว่าเพื่อนๆจะได้เจอกับบัตรเครดิตที่ใช่และเหมาะกับไลฟ์สไตล์ของเรา โดยเพื่อนๆก็สามารถเปรียบเทียบบัตรเครดิตได้กับเว็บไซต์โกแบร์เลยนะครับ   3) เช็คแผนประกันที่มีอยู่ ถ้าหากเพื่อนๆมีประกันอยู่กับตัวแล้ว ก็อาจจะถึงเวลาที่เพื่อนๆต้องมานั่งวางแผนการเงินและรีวิวดูว่า แผนประกันที่มีอยู่นั้น ยังตอบสนองความต้องการของเราดีหรือไม่ หรือว่ามีประกันแผนใหม่แบบไหนที่ดูจะเข้าท่ากับเรามากกว่า โดยให้เพื่อนๆลองนั่งรีวิวดูดีๆว่า กรมธรรม์กำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับความคุ้มครองอะไรไว้บ้าง และเงื่อนไขที่ไม่ครอบคลุมนั้น เพื่อนๆจำเป็นต้องมีไว้หรือไม่ อย่างเช่น ตอนเด็กๆเราอาจจะไม่ได้คิดถึงคนอื่นมากนัก เราจึงซื้อเพียงแต่ประกันสุขภาพให้ตัวเอง แต่เมื่อเราแก่ตัวขึ้น แต่งงานมีลูก เราอาจจะต้องคิดถึงการมีประกันชีวิตไว้ให้ครอบครัวและคนข้างหลัง และถ้าเพื่อนๆไม่รู้จะเริ่มต้นเปรียบเทียบแผนประกันแบบต่างๆยังไง เพื่อนๆก็สามารถเข้ามาที่เว็บไซต์โกแบร์เพื่อเปรียบเทียบประกันดูได้เลยครับ 4) เช็คว่าถึงเวลารีไฟแนนซ์เงินกู้บ้านหรือยัง ถ้าหากเพื่อนๆกำลังผ่อนบ้านอยู่โดยใช้เงินกู้ ก็ถึงเวลาที่เพื่อนๆต้องลองมานั่งวางแผนการเงิน แล้วเช็คดูว่า แผนเงินกู้ที่เราทำไปนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับดอกเบี้ยในตลาด ยังถือว่าดีอยู่หรือไม่ การรีไฟแนนซ์เงินกู้บ้านก็หมายถึงการที่เพื่อนๆ เปลี่ยนแผนเงินกู้แบบหนึ่งไปหาเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่ดีกว่าทำให้เพื่อนๆสามารถเก็บเงินได้มากขึ้นครับ   5) จัดการบัญชีเงินฝากต่างๆ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพื่อนๆอาจจะเปิดบัญชีไว้หลากหลายบัญชีกับหลากหลายธนาคาร เพื่อหลากหลายจุดประสงค์ เช่นการรับเงินเดือน การออมเงิน หรือการเก็บเงินไว้ลงทุน แต่การเปิดบัญชีเงินฝากมากๆเข้า ก็อาจจะทำให้เพื่อนๆปวดหัวได้ เพราะจำไม่ได้ว่าบัญชีไหนเป็นบัญชีไหน และคงมีบางบัญชีที่เราก็ทิ้งมันไว้เฉยๆไม่ได้ทำอะไร ทำให้เราต้องเสียค่าธรรมเนียมรายปีไปเปล่าๆ เพราะฉะนั้นแล้ว สำหรับปี 2018 ถ้าหากเพื่อนๆอยากวางแผนการเงินให้ไม่ปวดหัว ก็ให้จัดการเช็คบัญชีเงินฝากเหล่านั้นซะว่าบัญชีไหนยังใช้อยู่ บัญชีไหนไม่ใช้แล้ว ก็ให้โอนเงินไปเข้าบัญชีที่จำเป็นต้องใช้จริงๆ แล้วปิดบัญชีที่ไม่จำเป็นไปซะ และถ้าหากเพื่อนๆไม่รู้จะเลือกบัญชีไหนเอาไว้ใช้ ก็ให้เพื่อนๆเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของแต่ละบัญชีดูได้ครับ ถ้าหากบัญชีไหนอัตราดอกเบี้ยสูง ก็เลือกบัญชีนั้นเก็บไว้นั่นเองครับ แล้วถ้าหากมีบัญชีไหนเพื่อนๆต้องการจะเอาไว้ออมเงินอย่างเดียว ทางที่ดีก็ไม่ต้องสมัครบัตร atm สำหรับบัญชีนั้นๆไว้ครับ   เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้าหากเพื่อนๆสามารถจัดการวางแผนการเงินกับสิ่งต่างๆรอบตัวเราให้เข้าที่เข้าทาง ชีวิตการเงินของเพื่อนๆในปี 2018 ก็จะง่ายและเป๊ะขึ้นแน่นอนครับ สำหรับใครที่กำลังมองหาบัญชีเงินฝากประจำดอกเบี้ยดี แต่ไม่รู้จะเปรียบเทียบที่ไหน เพื่อนๆก็สามารถเข้ามาเปรียบเทียบ ผลิตภัณฑ์เงินฝากประจำจากผู้ให้บริการรายต่างๆได้ที่เว็บไซต์โกแบร์เลยนะครับ   ที่มา https://moneyhub.in.th/article/5-tips-for-money-planning-in-2018/
  • ในชีวิตคนเราเมื่อทำงานมีเงินเดือนแบบอยู่ตัวแล้ว สิ่งต่อไปก็คือบ้านหรือรถ และส่วนใหญ่มักจะเลือกรถก่อนเนื่องจากมีราคาย่อมเยากว่าและสามารถออกมาได้ไม่ยากเท่ากับการขอสินเชื่อซื้อบ้าน แต่ทั้งนี้การมีรถสักคัน หรือการ ซื้อรถ ไม่ได้มีแค่เงินดาวน์หรือเงินผ่อนรถเท่านั้น   วินัย 4 ประเภทที่ควรมีในการ ซื้อรถ   1. ต้องออมก่อนใช้ เมื่อคุณออกรถโดยเฉพาะด้วยวิธีการผ่อน ชีวิตคุณจะเริ่มเปลี่ยนไป เงินที่เคยใช้อย่างอิสระจะเหลือน้อยลงไปมาก หลายคนอาจเลือกใช้เงินที่เหลือจากการผ่อนรถทั้งหมด ซึ่งหากเป็นแบบนี้คุณก็จะไม่มีเงินเก็บเลยและเมื่อวันใดวันหนึ่งเกิดมีปัญหาฉุกเฉินขึ้นมาคุณก็จะไม่มีเงินมาใช้จ่ายตรงนี้เลย กลายเป็นต้องวิ่งหาหยิบยืมคนอื่น หรือไปกู้มา แบบนี้จะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ ดังนั้นเพื่อความไม่ประมาท จึงต้องทำการออมก่อนใช้อยู่เสมอไม่ว่าจะ 500 หรือ 1,000 บาทก็ขอให้ได้ออม จากนั้นจึงผ่อนรถ และนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน สำหรับใครที่บอกว่าไม่เหลือเงินตรงนี้เลย เงินจะกินยังไม่มี แบบนี้คุณคงต้องทบทวนการตัดสินใจผ่อนรถใหม่เสียแล้ว เพราะหากมันลำบากเกินไปแสดงว่าคุณยังไม่พร้อม ก็อาจต้องรอหรือยืดระยะการ ซื้อรถ ออกไปก่อน 2. ทำบัญชีการใช้จ่ายเงินต่าง ๆ ในแต่ละเดือน การทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเราจะได้รู้ว่าเราหมดไปกับการใช้จ่ายอะไรบ้าง นิสัยการใช้จ่ายเงินของเราในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร เราก็จะได้แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เหล่านี้ได้ทันท่วงที โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราต้องมีภาระการผ่อนรถเพิ่มเข้ามาอีกอย่าง บางครั้งเงินมันอาจจะหมดไปได้อย่างรวดเร็วมากเราจะได้กลับมาพลิกบัญชีดูว่ามันเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะเราใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเองหรือเป็นรายจ่ายเพิ่มที่มาคู่กันกับการมีรถ เมื่อรู้แบบนี้จะได้ลดรายจ่ายทีละประเภท เพื่อให้ในแต่ละเดือนสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข 3. วางแผนการใช้จ่ายอย่างประหยัด อย่างที่ย้ำบ่อย ๆ ในข้างต้นว่า เมื่อเรามีรถภาระจะเพิ่มขึ้นมาด้วยทันที และที่หนักที่สุดคือหนี้สิน เราจึงใช้เงินอย่างอิสระไม่ได้ ดังนั้นในการไปจับจ่ายซื้อของต่าง ๆ จึงต้องมีการวางแผนและจดรายละเอียดสิ่งที่ต้องการเลือกซื้อก่อน จากนั้นก็คำนวณเงินที่จะใช้ให้พอดีกับสิ่งที่ต้องการซื้อ อาจติดเงินไปเพิ่มอีกนิดหน่อยเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน หรือไปเจอกับสินค้าที่เรากำลังต้องการใช้พอดี แต่ย้ำว่าอย่าติดเงินไปมากเพราะเราจะเผลอช้อปจนเงินหมดกระเป๋าแล้วต่อด้วยบัตรเครดิตก็ได้ ให้ท่องไว้ในใจเสมอ ต้องประหยัด ๆ เพื่อเงินส่งรถและชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ลำบาก ยังไงคุณก็ต้องเป็นแบบนี้ไปจนกว่าจะครบจำนวนปีที่ต้องส่งรถนี้ 4. การไม่ขาดส่งรถหรือส่งช้าเกินไป การส่งรถดีกว่าการส่งบ้านหรือส่งหนี้บัตรเครดิตตรงที่สามารถเลทได้บ้าง โดยไม่มีการคิดดอกเบี้ยเพิ่ม แต่ถ้าเกิน 1 เดือน 2 เดือนอาจมีค่าติดตามทวงถาม และถ้าครบ 3 เดือนรถคุณอาจถูกยึดได้ นอกจากนี้อย่าได้คิดนำเงินก้อนที่จะผ่อนรถไปใช้อย่างอื่นก่อนเด็ดขาด แม้เพียง 2-3 วันก็ไม่ได้ เพราะเมื่อเวลาถึงช่วงส่งรถจริงคุณอาจมีเงินไม่พอค่างวดก็ได้ ดังนั้นส่งให้ตรงเวลา เตรียมเงินให้พร้อมดีที่สุด แนวความคิดก่อน ซื้อรถ นอกจากวินัยที่ขาดไม่ได้เมื่อจะซื้อรถแล้ว ก่อนซื้อรถให้คิดถ้วนถี่เสียก่อน โดยควรคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย 1. ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่าอยากได้รถจริงหรือเปล่า มันจำเป็นหรือเปล่า และที่สำคัญเราจะสามารถส่งรถได้ตลอดรอดฝั่งไหม? หากคำตอบคือ ไม่ค่อยมีความจำเป็นเท่าไร ออกมาเพื่อทำให้ดูดีทัดเทียมเพื่อนฝูงและพี่ ๆ ในที่ทำงาน แถมยังไม่มั่นใจว่าจะส่งได้ตลอดรอดฝั่ง แบบนี้อาจผ่านไปก่อน รอไปก่อน ดีกว่าไหม แต่ถ้ามันจำเป็นและคิดว่าส่งได้จนจบก็อีกเรื่องหนึ่ง 2. ในกรณีที่ยังไม่ค่อยจำเป็นต้องซื้อรถในขณะนี้ แนะนำให้ซื้อเงินสด หรือดาวน์ให้มากที่สุด ซึ่งวิธีที่ทำให้เห็นฝั่งฝันเร็วก็คือการออมให้เท่ากับเงินผ่อนรถเลย แบบนี้เงินเก็บก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่เสียดอกเบี้ย ไม่นานเราก็จะมีเงินสดหรือเงินก้อนไปดาวน์จำนวนมากเลย รออีกนิด 4-5 ปี ซื้อรถเงินสดในราคาถูกกว่าเงินผ่อนเยอะเลย หรือหากเก็บได้หลายปีแล้วมีความจำเป็นต้องซื้อรถ ก็จะทำให้มีเงินก้อนใหญ่ไปดาวน์ ส่งก็ระยะสั้นแถมดอกเบี้ยก็ถูกลงอีกโข 3. ก่อนซื้อรถควรเลือกให้เหมาะสมกับเรามากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นไลฟ์สไตล์ในการใช้งาน การประหยัดเชื้อเพลิง ตลอดจนหารถที่มีราคาและดอกเบี้ยต่ำกว่าเจ้าอื่น ซึ่งก็คงช่วยให้ได้รถถูกใจและประหยัดไปได้พอสมควร หากเรามีวินัยในการใช้ชีวิตทั้ง 4 ข้อ และคิดแล้วคิดอีกก่อนจะออกรถ เชื่อแน่ว่าคุณต้องส่งรถได้ตลอดรอดฝั่งแน่นอน แต่ถ้าคุณไม่มีวินัยเหล่านี้เลย แนะนำให้ทบทวนการซื้อรถใหม่อีกครั้ง!! ที่มา : https://moneyhub.in.th/article/if-you-dont-have-this-4-dont-buy-car/  
  • ไม่ว่าจะ “บ้าน” หรือรถยนต์ ไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง 100% ว่าต้องซื้ออะไรก่อน แต่เราต้องกลับมาดูที่ตัวเราเองว่าอะไรจำเป็นกับเรามากกว่ากัน “บ้าน” vs รถยนต์ เลือกซื้ออะไรก่อนดี ? คำถามยอตฮิตของคนที่เริ่มทำงานมาซักพักและเริ่มมีเงินเก็บ ก็อยากมองหาอะไรไว้เป็นของตัวเองซักชิ้น ถ้าจะซื้อทั้งบ้านทั้งรถยนต์ไปเลย เงินในกระเป๋าก็ดั๊นนน… มีจำกัด เพราะงั้นก็ต้องเลือกเอาซักอย่างแล้วล่ะ พี่ทุยว่ามาดูกันดีกว่าว่าแบบเราเนี้ยจะซื้ออะไรก่อนดี ? อย่างแรกเลย ให้ดู “ความจำเป็นและประโยชน์ใช้สอย” กันก่อน สำหรับใครที่มีบ้านอยู่แล้ว ไม่ได้เช่าอยู่ แล้วมีความจำเป็นต้องใช้รถเพื่อหาเงิน รถก็ดูเป็นคำตอบที่ใช่มากกว่า แต่ถ้าใครอยากซื้อรถเพราะอยากเท่ห์เท่านั้น พี่ทุยคิดว่าซื้อบ้านดีกว่านะ เพราะบ้านในมุมนึงก็ถือเป็นการลงทุนระยะยาว ส่วนใหญ่แล้วมูลค่าจะเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป แต่ถ้าซื้อรถมาปุ๊บ ราคาก็จะลดปั๊บ แค่ถอยปรู๊ดดมาจากโชว์รูมก็มีค่าเสื่อมแล้ว แถมมีค่าใช้จ่ายอื่นๆตามมา ทั้งค่าน้ำมัน ค่าซ่อมบำรุง ค่าเบี้ยประกัน ค่าพ.ร.บ.รถ รวมๆเดือนนึงก็หลายพันอยู่เหมือนกันแล้วถ้าใครตัดสินใจจะซื้อบ้าน ก็ต้องมาเช็คจำนวนสมาชิกในบ้าน ทำเลที่ตั้งเป็นยังไง การเดินทางลำบากมั้ย หรือซื้อบ้านแล้วต้องซื้อรถเพิ่มเข้ามาอีก ความน่าเชื่อถือของโครงการที่จะซื้อเป็นยังไง ภาระรายจ่ายที่ตามมาของบ้าน เช่น ค่าส่วนกลาง ค่าซ่อมบำรุง เรามีเงินรองรับค่าใช้จ่ายนั้นแล้วหรือไม่ ต่อมาถ้าตัดสินใจได้แล้วว่าจะซื้ออะไรไม่ว่า “บ้าน” หรือ “รถยนต์” ก็มาดูที่ “ความสามารถในการผ่อนชำระ” ถ้าใครมีเงินสดพร้อมจ่ายอยู่แล้วก็คงไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ถ้าใครยังมีเงินไม่พอต้องกู้ต้องผ่อนล่ะ ก็ต้องมาคำนวณเงินเดือนหรือรายรับหักกับรายจ่ายดูว่า ในแต่ละเดือนเหลือเงินเท่าไหร่ ราคาบ้านหรือรถยนต์ที่เราจะซื้อเหมาะสมกับกำลังของเราหรือเปล่า ดอกเบี้ยเท่าไหร่ มีเงินเหลือผ่อนแต่ละงวดไหวมั้ย แล้วมีเงินออมเพียงพอสำหรับดาวน์แล้วหรือยัง ถ้าตอบคำถามง่ายๆพวกนี้ได้ พี่ทุยว่าก็เลือกได้ไม่ยากแล้วล่ะว่าจะซื้อบ้านหรือรถก่อนดีสุดท้าย พี่ทุยอยากฝากว่า ไม่ว่าเราจะเลือกซื้อบ้านหรือรถยนต์ ก็ควรซื้อในราคาเท่าที่เรามีกำลังไหว เพราะทั้งบ้านและรถยนต์ถ้าผ่อนแล้วจะค่อนข้างเป็นภาระระยะยาว สำหรับบ้านก็ประมาณ 20-30 ปี รถยนต์ก็ 3-5 ปี ถ้าซื้อแล้วเราต้องผ่อนไปให้ได้ตลอดรอดฝั่ง ไม่อย่างงั้นแทนที่การมีบ้านหรือรถจะทำให้เรามีความสุขมากขึ้น จะกลับกลายเป็นทำให้เราต้องอึดอัดทุกข์ใจภายหลังได้ ตรงนี้ระวังกันด้วยเน้อออออ   ที่มา : https://www.moneybuffalo.in.th/อสังหาริมทรัพย์/บ้าน-รถยนต์-ซื้ออะไรก่อน
  •   หนี้สิน ได้ยินคำนี้หลายๆ คนที่ประสบกับปัญหานี้อยู่ ก็มักจะส่ายหัวหรือถอนหายใจ ก็เพราะว่าหนี้สินนี้มักจะทำให้เงินเก็บออมที่มีอยู่ของเรานั้นหมดไป เมื่อเป็นแบบนี้เราก็ควรที่จะปลดหนี้ที่มีอยู่ให้หมดไปให้เร็วที่สุด เพื่อที่ว่าเราจะได้กลับมามีเงินเก็บออมนั่นเอง และการจะปลดหนี้ให้ได้โดยเร็วส่วนหนึ่งก็มาจากการรู้จักจัดการรายจ่ายของตัวเรา เพราะตราบเท่าที่เรายังเป็นหนี้แล้วยังไม่มีวิธีจัดการรายจ่ายของเราให้ดี เราก็คงจะผ่านช่วงที่เป็นหนี้ไปได้ยาก ดังนั้น MoneyGuru.co.th จึงนำ 6 วิธีจัดการรายจ่าย เพื่อปลดหนี้ มาแนะนำกัน เพื่อที่จะได้เป็นแนวทางให้คนที่มีหนี้และอยากปลดหนี้ได้รู้จักกับวิธีการจัดการรายจ่ายต่างๆ ของตัวเอง เพื่อที่จะได้มีเงินเหลือมากขึ้นและเพียงพอต่อการใช้ชีวิตและชำระหนี้นั่นเอง 6 วิธีจัดการรายจ่าย เพื่อปลดหนี้ 1.จดรายจ่ายในแต่ละวันๆ – เริ่มง่ายๆ ด้วยวิธีสุดพื้นฐานก็คือการจดบันทึกค่าใช้จ่ายต่างๆ ในแต่ละวัน จากนั้นก็มาดูว่าวันหนึ่งนั้นเรามีรายจ่ายอะไรบ้าง และใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปเท่าไหร่ แล้วลองมาคำนวณดูว่าเดือนหนึ่งเราจะเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไปเท่าไหร่ และหากเรานำมาจ่ายชำระหนี้สินที่มีอยู่ หนี้สินของเราก็จะลดลงไปเท่าไหร่ จากนั้นก็เก็บตัวเลขที่เห็นไว้คอยเตือนตัวเองว่าอย่าใช้จ่ายแบบนี้อีกนะ ถ้าไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถปลดหนี้ที่มีอยู่ได้ 2.ยกเลิกค่าสมาชิกต่างๆ ที่ไม่ได้ใช้งานหรือไม่จำเป็น – ค่าใช้จ่ายในการสมัครสมาชิกต่างๆ นั้นถือได้ว่าเป็นรายจ่ายสำคัญตัวหนึ่งของเราเลยก็ว่าได้ เพราะว่าบางครั้งตัวเรานั้นซื้อไว้เผื่อจะใช้งาน แต่ไม่ได้ใช้งานจริงๆ นั่นเอง หรืออาจจะใช้งานจริงแต่ก็ใช้แค่ช่วงแรกๆ ที่สมัครเท่านั้น  เช่น ค่าสมาชิกฟิตเนส ที่ตอนแรกๆ มีไฟอยากหล่ออยากสวยก็ทำสมาชิกแล้วไปใช้บริการ พอนานๆ เข้าหลายคนเริ่มหมดไฟก็เริ่มจะไม่ไปใช้บริการ เป็นต้น จริงที่ว่ายุคนี้ใครๆ ก็รักสุขภาพอยากหล่ออยากสวยกันทั้งนั้น แต่เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเสียเงินก็ได้ เพราะเราสามารถออกกำลังกายที่บ้านเองได้ โดยเราสามารถเปิดดูคลิปวิดีโอสอนการออกกำลังกายจากอินเตอร์เน็ตได้ คนใจดีที่พร้อมจะแบ่งปันมีอยู่เยอะ  หรือจะทำงานบ้านที่ถือได้ว่าเป็นการออกกำลังกายชั้นดีก็ได้ แถมได้ความสะอาดภายในบ้านของเรามาอีกด้วย 3.ใช้แพ็คเกจมือถือให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรา – ยุคนี้ต้องยอมรับว่าอินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมาก จนเรียกได้ว่าเป็นค่าใช้จ่ายประจำที่หลายๆ คนต้องเสียในทุกเดือนเลยก็ได้ ซึ่งผู้ให้บริการเจ้าต่างๆ ก็ออกแพ็คเกจต่างๆ มาอย่างมากมายเพื่อให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งานทุกประเภท ซึ่งในเมื่อมีหลายแพ็คเกจให้เลือกเรา ก็ควรที่จะเลือกแพ็คเกจให้เหมาะสมกับการใช้งานของเราให้มากที่สุด เพื่อที่จะให้คุ้มค่ากับสิ่งที่เราต้องจ่าย แค่นี้ก็จะช่วยประหยัดเงินของเราไปได้แล้ว 4.ลดการเสี่ยงโชคลงบ้าง – “คนจนเล่นหวย คนรวยเล่นหุ้น” คงเคยได้ยินคำนี้กันมานะครับ ซึ่งถือได้ว่าค่อนข้างที่จะเป็นความจริงเลยทีเดียว เราทุกคนนั้นสามารถพบเห็นสิ่งเหล่านี้ได้จากรอบๆ ตัวเรา เพราะไม่ว่าใครก็อยากรวย อยากมีเงินกันทั้งนั้น  ซึ่งก็ถือว่าไม่ผิดหากจะลองลงทุนเสี่ยงโชค เพื่อที่จะรวยไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางลัดก็ได้ทั้งนั้น แต่หากว่าเรายังมีหนี้สินอยู่ เราก็ควรที่จะลดในส่วนนี้ลง เพื่อที่จะนำเงินมาใช้ปลดหนี้ของเราให้หมดไปเสียก่อน เพราะการหวังเสี่ยงโชคแล้วได้เงินมาปลดหนี้นั่นโอกาสสำเร็จจะมาวันไหนเราก็ไม่รู้ได้ แต่ถ้าอดทนเก็บเงินประหยัดอดออมเพื่อมาปลดหนี้อันนี้จะเห็นผลได้ตามวินัยการเงินที่เรามีได้เลยครับ 5.วางแผนล่วงหน้าก่อนใช้จ่าย – ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไรก็ตามหากว่าเรานั้นมีการวางแผนใช้จ่ายล่วงหน้าเราก็จะเห็นได้ว่าเราจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ และสามารถลองหาตัวเลือกเปรียบเทียบต่างๆ เพื่อที่จะลดค่าใช้จ่ายของเราไปได้ และมีอยู่หลายอย่างที่หากเราจองล่วงหน้า เราก็จะได้ราคาที่ถูกลง เช่น ตั๋วเครื่องบิน หากเราจองล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนเราก็จะได้ราคาที่ถูกกว่าปกติ และยิ่งเป็นการจองล่วงหน้าแบบมีโปรโมชั่นก็จะยิ่งได้รับราคาพิเศษขึ้นไปอีก ทำให้เราได้ไปท่องเที่ยวตามที่หวังในราคาถูกลง เป็นต้น แต่ก็ต้องไม่ลืมนะครับว่าเรามีหนี้อยู่ก็ควรจะประหยัดและใช้จ่ายแต่พอประมาณจะดีที่สุดครับ 6.ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ – การที่เรามีสุขภาพร่างกายแข็งแรงอยู่เสมอนั้นก็จะช่วยให้เราลดค่าใช้จ่ายไปได้อย่างมากเลยทีเดียว เพราะเราไม่จำเป็นที่จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลนั่นเอง แถมการที่เราสุขภาพร่างกายแข็งแรงย่อมทำให้เราสดชื่นแจ่มใสพร้อมที่จะลุยงานหาเงินเพื่อมาปลดหนี้ให้กับตัวเราเองอีกด้วย  นอกจากวิธีที่เรากล่าวมาในวันนี้ สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้เลยก็คือตัวเราเองที่ต้องตั้งใจทำให้ได้ตามที่วางแผนไว้  เพราะต่อให้มีวิธีที่ดีแค่ไหนก็ตาม หากไม่ลงมือทำอย่างจริงจัง การจะปลดหนี้ของเรานั้นก็เป็นได้แค่ฝันครับที่มา :https://www.moneyguru.co.th/blog/6-วิธีจัดการรายจ่าย