รณรงค์ป้องกันหนี้

รณรงค์ป้องกันหนี้

  • “มีสติก่อนยืมสตางค์ เลือกดอกถูกและจ่ายไหว โปะให้ดี ประหยัดได้เยอะ และจ่ายให้ครบจบแน่ ถือเป็น 4 เทคนิคดีๆ ที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นหนี้ท่วมหัวได้”  เชื่อว่า คงไม่มีใครที่อยากเป็นหนี้ แต่เมื่อมีเหตุจำเป็นหรือเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น อุบัติเหตุ หรือการเจ็บป่วย ทำให้เราต้องหยิบยืมเงินและเป็นหนี้ บทความนี้มี 4 เทคนิค เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นหนี้ท่วมหัว ดังนี้ 1. มีสติก่อนยืมสตางค์ สาเหตุที่ทำให้หลายคนเป็นหนี้มาจากการจับจ่ายใช้สอยเกินตัว ไม่ว่าจะเป็นความต้องการโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่หรือรถคันใหม่ป้ายแดง ซึ่งบ่อยครั้งเกิดจาก “ความต้องการ” มากกว่า “ความจำเป็น” ก่อนที่จะตัดสินใจ ซื้อของ เราควรพิจารณาก่อนว่า ของสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตของเราหรือไม่ และของที่มีอยู่เดิมยังสามารถใช้งานต่อไปได้หรือไม่ เพราะการซื้อของที่เกิดจากความต้องการหรือความอยากบ่อยๆ นอกจากจะทำให้เราไม่มีเงินเก็บแล้ว ก็อาจทำให้เกิดการกู้หนี้ยืมสินขึ้นมาได้ อย่างไรก็ตาม หากของที่เราจะซื้อเป็นสิ่งที่จำเป็น และเงินที่มีอยู่ไม่เพียงพอ เช่น คู่แต่งงานใหม่จำเป็นต้องซื้อบ้านเพื่อสร้างครอบครัว หรือพนักงานขายต้องซื้อรถเพื่อใช้ในงานขาย เป็นต้น ก็จำเป็นที่จะต้องขอสินเชื่อเพื่อซื้อสินค้าชิ้นนั้น โดยภาระผ่อนหนี้ในแต่ละเดือนไม่ควรเกิน 40% ของรายได้ต่อเดือน เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้โดยไม่เหนื่อยจนเกินไป 2. เลือกดอกถูกและจ่ายไหว เมื่อมีความจำเป็นต้องขอสินเชื่อหรือเงินกู้ การขอสินเชื่อที่เหมาะสม จะช่วยให้เราจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง และทำให้ภาระหนี้หมดไวขึ้น โดยสามารถแบ่งสินเชื่อออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ สินเชื่อแบบมีหลักประกัน หากเรานำทรัพย์สินที่มี เช่น บ้าน หรือรถยนต์ มาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อ จะช่วยให้สามารถกู้ยืมเงินได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ นอกจากนี้ การนำทรัพย์สินที่มีและไม่ได้ใช้งานไปจำนำ เช่น ทองคำ เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือเครื่องมือต่างๆ ก็นับว่าเป็นอีกแหล่งเงินกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยไม่สูงมากนัก โดยอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อแบบมีหลักประกันอยู่ที่ประมาณ 7-15% ต่อปี สินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน กรณีที่ไม่มีสินทรัพย์ใดมาเป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อ ก็คงต้องใช้บริการของสินเชื่อแบบไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด และสินเชื่อบุคคล สินเชื่อประเภทนี้คิดอัตราดอกเบี้ยสูงถึง 20-28% ต่อปี ดังนั้น หากจำเป็นต้องใช้เงิน แนะนำให้เลือกสินเชื่อแบบมีหลักประกันก่อนแบบไม่มีหลักประกัน 3. โปะให้ดี ประหยัดได้เยอะ เมื่อมีภาระหนี้เกิดขึ้น วิธีหนึ่งที่ช่วยให้พ้นจากการเป็นหนี้ได้เร็วคือ การโปะหรือชำระหนี้บางส่วน หากมีเงินเหลือในแต่ละเดือนหรือได้รับเงินก้อนเข้ามา ก็สามารถนำมาโปะหนี้ได้ แต่ก่อนที่จะตัดสินใจโปะหนี้นั้น ควรพิจารณาก่อนว่า หนี้ที่มีอยู่คิดดอกเบี้ยแบบไหน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบคือ ดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก หากภาระหนี้ที่มีเป็นสินเชื่อบ้าน บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อบุคคล ซึ่งมีการคิดดอกเบี้ยแบบลดต้นลดดอก การโปะก็จะช่วยให้ยอดเงินต้นลดลงได้ไว ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดน้อยลง ดอกเบี้ยแบบคงที่ กรณีที่ภาระหนี้เป็นหนี้สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ จะไม่แนะนำให้โปะ เนื่องจากสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์คิดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่คือ คำนวณดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งหมดรวมเข้ากับเงินต้น แล้วเฉลี่ยออกมาเป็นเงินที่ต้องชำระคืนแต่ละงวด ทำให้การนำเงินก้อนไปโปะไม่มีผลให้ดอกเบี้ยที่ต้องชำระลดลง อย่างไรก็ตาม สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์มีเงื่อนไขพิเศษว่า เมื่อมีการนำเงินไปปิดหนี้ก่อนกำหนด จะได้รับส่วนลดดอกเบี้ยลงครึ่งหนึ่งของยอดดอกเบี้ยคงค้าง ดังนั้น การนำเงินก้อนไปปิดหนี้รถที่คงเหลืออยู่จะคุ้มค่ากว่าการนำไปชำระหนี้เพียงบางส่วน  4. จ่ายให้ครบจบแน่ เมื่อเป็นหนี้ สิ่งสำคัญคือ การมีวินัยในการชำระหนี้ โดยควรชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกเดือน หากกลัวว่าจะลืมชำระหนี้ ก็สามารถสมัครบริการหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติ หรือบันทึกลงในโทรศัพท์มือถือเพื่อเตือนความจำของตนเอง อย่างไรก็ตาม หากเริ่มมีเงินไม่พอในแต่ละเดือน ทำให้ต้องผ่อนชำระขั้นต่ำ หรือผ่อนชำระล่าช้า อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า จะพบกับภาวะหนี้ท่วมหัวได้ วิธีการแก้ไขเบื้องต้นคือ การจดบันทึกรับจ่าย เพื่อให้ทราบว่า การใช้จ่ายในแต่ละเดือนเป็นอย่างไร และสามารถปรับลดค่าใช้จ่ายอะไรได้บ้าง เป็นการช่วยเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้ภาระหนี้หมดลงตามแผนที่วางไว้ การสำรองเงินไว้สำหรับเหตุการณ์ฉุกเฉินเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยไม่ให้มีหนี้ท่วมหัวได้ โดยควรมีการสำรองเงินเท่ากับค่าใช้จ่ายรายเดือน 6 เดือน ในสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงอย่างเงินฝาก หรือกองทุนรวมตลาดเงิน เป็นต้น เพราะถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอย่างตกงาน หรือเกิดอุบัติเหตุ เงินก้อนนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนที่เกิดจากเงินขาดมือได้ ทำให้ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินเป็นภาระทางการเงินของตนเองและครอบครัว ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A029.aspx
  • ปัญหาหนึ่งของคนมีหนี้บัตรเครดิตที่ยังไม่มีวินัยในการใช้จ่ายเงิน แถมใช้จ่ายเงินด้วยความฟุ่มเฟือยหรือใช้จ่ายเงินไม่เป็น อาจก่อให้เกิดปัญหาไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทันเวลาที่กำหนด ส่งผลให้เกิดค่าใช้จ่ายต่างๆ ตามมา ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าปรับจากการผิดเงื่อนไขการชำระ ดอกเบี้ยที่คิดจากยอดค้างชำระ ทั้งนี้ ยังไม่รวมผลเสียจากความเครียดที่มีเพิ่มขึ้น และสุขภาพจิตที่เสียไปเมื่อขาดเงินชำระหนี้   เริ่มแรกเมื่อใช้บัตรเครดิตใหม่ๆ ไม่มีใครคิดอยากเป็นหนี้ แต่พอเริ่มใช้สักระยะหนึ่งแล้ว รู้สึกว่าตนเองมีกำลังซื้อจากเงินในอนาคตมากขึ้น จากเดิมที่เคยชำระแบบเต็มวงเงิน เริ่มเปลี่ยนเป็นการชำระเพียงบางส่วน ดังนั้น หากไม่มีวินัยในการใช้เงินที่ดีแล้ว จะเริ่มมีการค้างชำระหนี้บัตรเครดิตจาก 1 เดือน เป็น 2 เดือน 3 เดือน และในที่สุดก็ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ซึ่งส่งผลต่อการขอกู้เงิน หรือการขอสินเชื่อในครั้งต่อๆ ไป เช่น ในอนาคตหากมีความประสงค์ต้องการซื้อบ้าน รถยนต์ จะทำให้สูญเสียโอกาสในการกู้เงิน เพราะการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินต่างๆ ในปัจจุบัน ใช้วิธีดูประวัติการผ่อนชำระผ่านทางระบบข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (Credit Bureau) กล่าวคือ หากเป็นผู้ที่มีประวัติการผ่อนชำระไม่ดี อาจไม่สามารถกู้เงินได้อีกในครั้งต่อไป ดังนั้น คุณผู้อ่านควรรู้จักวิธีบริหารจัดการหนี้ เผื่อไว้สำหรับเวลาที่เดือดร้อนเรื่องเงินจริงๆ จะได้สามารถพึ่งพาเครดิตของตัวเองได้ ไม่ต้องไปขอหยิบขอยืมเงินใครมาใช้ สำหรับวิธีบริหารจัดการหนี้นั้น ขอเริ่มจากหนี้ที่ง่ายที่สุด คือ หนี้บัตรเครดิต การใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมีความง่ายและสะดวกสบาย แต่หากขาดการวางแผนที่ดี อาจก่อให้เกิดเป็นหนี้สินได้ หนี้บัตรเครดิตเป็นหนี้อันดับแรกที่ควรชำระ เนื่องจากดอกเบี้ยสูงและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะสถาบันการเงินผู้ออกบัตรเครดิตจะเริ่มคิดดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่มีการจ่ายเงินแทนลูกค้าออกไป สำหรับเทคนิคการบริหารจัดการหนี้บัตรเครดิตอย่างถูกวิธีนั้น มีดังต่อไปนี้ ไม่มีเงินจ่าย อย่าได้รูดบัตร ใช้จ่ายให้น้อยกว่า หรือเท่ากับเงินสดที่มีเท่านั้น ชำระเต็มจำนวน... ตรงตามเวลา จะช่วยลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย รวมถึงค่าปรับต่างๆ ได้ ถือบัตรที่เหมาะกับ Lifestyle มีส่วนช่วยลดค่าใช้จ่ายบางส่วนลงได้ เช่น เติมน้ำมันผ่านบัตรเครดิตให้ส่วนลดสูงถึง 5% เติมเงินค่าเดินทางรถไฟฟ้าผ่านบัตรเครดิตมีส่วนลดพิเศษ เป็นต้น อ่าน Statement อย่างละเอียด เพื่อทบทวนรายจ่ายในแต่ละเดือน ใช้ Statement เป็นบันทึกการใช้จ่าย ลดค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็น ใช้สิทธิประโยชน์จาก Point อย่างเหมาะสม ไม่เป็นเหยื่อโปรโมชั่นของบัตรเครดิต สำหรับผู้ที่เริ่มมีหนี้บัตรเครดิต และต้องการหาทางออก มีเคล็ดลับดีๆ ในการลดหนี้ ก่อนอื่นควรรู้จักกับหนี้ที่เหมาะสมของบัตรเครดิตก่อน คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า มีหนี้บัตรเครดิตเท่าไร ถึงจะไม่เกินตัว สำหรับจำนวนหนี้ที่ต้องผ่อนชำระบัตรเครดิตนั้น   ไม่ควรเกิน 10% ของรายได้สุทธิต่อเดือน หรือ ไม่ควรกู้เกิน 20% ของรายได้สุทธิตลอดทั้งปี เพราะจะส่งผลต่อการผ่อนชำระหนี้ได้ ทั้งนี้ เคล็ดลับในการลดหนี้บัตรเครดิต ขอแนะนำเทคนิคดีๆ ที่ควรรู้ มีดังต่อไปนี้ อันดับแรกต้องใจแข็ง ไม่ก่อหนี้เพิ่ม ซื้อเฉพาะสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต เช่น อาหาร ยารักษาโรค ค่าเดินทางมาทำงาน เสื้อผ้าตามความจำเป็น ฯลฯ มีข้อคิดดีๆ สำหรับการประหยัดเงินเพื่อมาชำระหนี้เพิ่ม คือ “ถึงแม้ว่าจะถูกแค่ไหน ถ้าไม่ใช้ ก็ไม่ซื้อ” อันดับต่อมา ควรชำระหนี้ที่คิดอัตราดอกเบี้ยสูงๆ ก่อน หากมีเฉพาะบัตรเครดิต ควรเลือกปิดบัตรที่มียอดหนี้คงเหลือต่ำๆ ก่อน  แล้วทยอยปิดบัตรที่มียอดคงเหลือน้อยใบต่อไป เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการลดหนี้ ทั้งนี้ ควรมีการบันทึกบัญชีรับ-จ่าย ควบคู่กันไปด้วย เพื่อดูความสามารถในการชำระหนี้เพิ่ม (จะได้หมดเร็วๆ) และหากต้องการมีวินัยในการใช้จ่ายเงิน แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ “บัตรเดบิต” แทน “บัตรเครดิต” เพื่อที่จะได้ใช้จ่ายตามเงินที่มีอยู่ในกระเป๋า ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะมีเงินมาชำระหนี้บัตรเครดิตหรือไม่ ซึ่งการใช้บัตรเดบิตก็เป็นการลดค่าใช้จ่ายที่ดีอีกทางเลือกหนึ่ง และพยายามหาทางเพิ่มรายได้ เพื่อนำมาชำระหนี้ อันดับสุดท้ายที่แนะนำ คือ การขายสินทรัพย์เพื่อนำมาชำระหนี้ พิจารณาสินทรัพย์ที่มีอยู่และไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หากนำมาชำระหนี้แล้วจะทำให้ลดดอกเบี้ยจ่ายและเงินต้น ก็น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ การวางแผนการใช้จ่ายล่วงหน้าเป็นรายเดือน จัดแยกค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค และใช้จ่ายให้อยู่ในงบประมาณที่กำหนด จะช่วยให้คุณมีเงินเหลือเก็บมาชำระหนี้มากขึ้น  ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A031.aspx
  • เชื่อว่าทุกคนคงรู้จักบัตรเครดิตว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการจับจ่ายใช้สอย สามารถซื้อสินค้าได้โดยยังไม่ต้องจ่ายเงินในทันที เสมือนมีคนใจดีให้ยืมเงิน ซึ่งบัตรเครดิตทุกใบจะมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยประมาณ 45-55 วัน หมายความว่า ถ้าเราใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต โดยชำระเงินได้เต็มจำนวนภายในระยะเวลาที่กำหนด ก็จะไม่เสียดอกเบี้ย แต่ถ้าเราไม่สามารถชำระเงินเมื่อครบกำหนดได้เต็มจำนวน โดยชำระเงินเพียงบางส่วน หรือจ่ายเพียงยอดขั้นต่ำ 10% ของยอดค้างชำระ แน่นอนว่าสิ่งที่ตามมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็คือ ดอกเบี้ย บัตรเครดิตเป็นสินเชื่อบุคคล หรือสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยของบัตรเครดิตสูงถึง 20% ต่อปี โดยดอกเบี้ยจะคำนวณจากยอดหนี้เต็มจำนวนตั้งแต่วันที่รูดซื้อสินค้า หรือวันที่กดเงินสด นับว่าเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ค่อนข้างสูง สามารถทำให้ใครหลายๆ คนกลายเป็นคนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวได้ หากใช้จ่ายเกินตัว หรือใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่มีอยู่ ลองมาดูกันว่า ดอกเบี้ยบัตรเครดิตคำนวณอย่างไร สูตรการคำนวณดอกเบี้ย = (จำนวนเงินค่าสินค้า/บริการและเบิกถอนเงินสด x อัตราดอกเบี้ยต่อปี x จำนวนวัน) / 365 ขอยกตัวอย่างการคำนวณดอกเบี้ยบัตรเครดิตจากการชำระคืนขั้นต่ำ/ชำระคืนบางส่วน ตัวอย่างใบแจ้งยอดบัญชีบัตรเครดิตประจำเดือนเมษายน 2557 วันที่สรุปยอด วันครบกำหนดชำระ ยอดชำระเต็มจำนวน ยอดชำระขั้นต่ำ 5 เมษายน 2557 20 เมษายน 2557 30,000 3,000   วันที่ใช้บัตร วันที่บักทึกรายการ รายการ ยอดเงิน 8 มีนาคม 2557 8 มีนาคม 2557 Notebook 20,000 8 มีนาคม 2557 8 มีนาคม 2557 Smart Phone 10,000 วิธีคำนวณดอกเบี้ยสำหรับรอบบัญชีถัดไป กรณีชำระขั้นต่ำจำนวน 3,000 บาท ในวันที่ 20 เมษายน 2557  การคำนวณดอกเบี้ยจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนแรก ดอกเบี้ยคิดจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในรอบบัญชีที่แล้ว คือ 30,000 บาท โดยจำนวนวันนับจากวันที่ใช้จ่าย จนถึงวันก่อนที่ธนาคารได้รับชำระเงิน (19 เมษายน 2557)  ส่วนที่สอง ดอกเบี้ยคิดจากยอดเงินต้นคงเหลือ คือ 30,000 – 3,000 = 27,000 บาท โดยจำนวนวันนับจากวันที่ชำระเงินบางส่วน (20 เมษายน 2557) จนถึงวันสรุปยอดรายการเดือนถัดไป (5 พฤษภาคม 2557) กรณีของการกดถอนเงินสด การคำนวณดอกเบี้ยจะใกล้เคียงกัน คือ คิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่กดเงินสด จนถึงวันที่ชำระเงิน ทั้งนี้ การกดเงินจากบัตรเครดิตยังมีค่าธรรมเนียมในการกดเงินอีก 3% ของจำนวนเงินที่กดอีกด้วย ดังนั้น เมื่อรูดบัตรเครดิตเพื่อซื้อสินค้าต่างๆ แล้ว เราควรมีการกันเงินค่าสินค้าเอาไว้ก่อน เพื่อให้มั่นใจว่า มีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้บัตรเครดิตเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด และสิ่งสำคัญ ก่อนใช้บัตรเครดิต อย่าลืมประเมินความสามารถของตัวเราว่า จ่ายไหวหรือไม่ เพราะความสุขเพียงชั่วคราวจากการซื้อสินค้า ซึ่งสูงเกินรายได้หรือเงินที่มีอยู่ อาจสร้างความทุกข์ที่ต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตในระยะยาวได้  ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Debt_A026.aspx
  • “อยากเก็บเงินแต่ไม่เคยทำได้เลย มีวิธีไหนช่วยได้บ้างนะ…” อาจเป็นคำถามที่เคยได้ยินกันในหมู่เพื่อนฝูงที่มีความตั้งใจเก็บเงินกันอย่างจริงจัง การมีความคิดริเริ่มเช่นนี้เป็นเรื่องที่ดีมากค่ะ เพราะการออมเงินนั้นเป็นพื้นฐานสำคัญของการวางแผนการเงินและนำไปสู่การอนาคตทางการเงินที่ดี บทความนี้มีวิธีง่ายๆ ให้ลองไปทำดู นอกจากจะช่วยให้ออมเงินได้มากขึ้นเร็วขึ้นแล้ว ก็ยังช่วยให้จัดการเงินออมที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วยค่ะ ขั้นแรกต้องเริ่มจาก การจดบันทึกรายรับรายจ่าย ก่อน... พอพูดถึงคำว่าจดบันทึกหรือทำบัญชีรายรับรายจ่าย ผู้อ่านก็อาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากและจุกจิก แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็นเรื่องยากแต่อย่างใด และเจ้าเรื่องจุกจิกนี่แหละจะช่วยให้เรารู้ว่าเงินที่เราหาได้มานั้นถูกใช้จ่ายไปกับอะไรบ้าง บางคนอาจคิดในใจว่าฉันก็ไม่ได้ใช้เงินฟุ่มเฟือยอะไร ซื้อความสุขบ้างเป็นบางทีเท่านั้นเอง อันนี้ไม่ผิดค่ะ ซื้อความสุขบ้าง หาความบันเทิงบ้างตามโอกาสก็ถือเป็นเรื่องเหมาะสม การจดบันทึกรายรับรายจ่ายจะเป็นตัวบอกเราว่าเดือนนี้เราบันเทิงมากเกินไปรึยัง หรือว่าเดือนนี้เราไม่บันเทิงเอาซะเลย ส่วนจะจดบันทึกด้วยวิธีอะไรก็แล้วแต่ความชอบใจ จะจดลงกระดาษก็ได้ วิธีนี้อาจต้องใช้เครื่องคิดเลขช่วยคำนวณ หรือใครสะดวกใช้คอมพิวเตอร์ก็อาจเลือกบันทึกลงเป็นไฟล์ Excel ก็สะดวกดี ยิ่งสมัยนี้ วิทยาการก้าวหน้า โทรศัพท์รุ่นใหม่ๆ เค้าก็มีโปรแกรมให้ลงฟรีสำหรับไว้ใช้จดบันทึกกันอีกด้วยค่ะ เมื่อรู้ว่าเราใช้จ่ายไปกับอะไรแล้ว ขั้นต่อไปก็ลองตั้งใจจะออมเงินให้ได้ตามเป้า เช่น เดือนนี้ฉันจะ ออมเงินให้ได้อย่างน้อย 20% ของรายได้ เมื่อกำหนดเช่นนี้แล้วก็ย้อนมาดูตัวเลขเงินออม ก็คือรายได้ลบรายจ่ายที่เราจดไว้นั่นแหละว่าเป็นไปตามนั้นหรือไม่ มีรายการไหนที่เราพอจะประหยัดลงได้หรือเปล่า เรื่องนี้ถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ แล้ว ก็ต้องลองเปลี่ยนนิสัยการจับจ่ายซักหน่อย จากเดิมที่เราเคยใช้เงินจับจ่ายใช้สอยซื้อความสุขไปในทันทีที่ได้เงินมา เหลือเท่าไหร่จึงค่อยเป็นเงินออม ก็ลองเปลี่ยนมาเป็น การออมก่อนที่จะใช้จ่าย ซึ่งเริ่มต้นก็ง่ายๆ  แค่พอเงินเดือนออก ลองหักเงินอย่างน้อยสัก 20% เข้าบัญชีเงินออมไปก่อน ส่วนที่เหลือนั่นคือเงินที่เราจะนำไปใช้ได้ (แต่ก็ใช้ตามสมควรนะคะ พอเหลือเท่าไหร่ก็จะได้เป็นเงินออมเพิ่มอีก) บางคนอาจจะรู้สึกว่าวิธี “ออมก่อนใช้” นี้ทำใจยากนิดนึง ก็ต้องบอกว่าสถาบันการเงินต่างๆ ในปัจจุบัน มีวิธีช่วยเราออมเงินด้วยนะคะ ผู้อ่านสามารถติดต่อธนาคารเพื่อสมัครใช้ บริการหักบัญชีอัตโนมัติ เพื่อนำเงินไปฝากในบัญชีฝากประจำแบบรายเดือนก็ได้ หรือเลือกใช้บริการ แผนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ (Saving Plan) ซึ่งจะหักบัญชีเงินฝากอัตโนมัติเพื่อไปซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมก็ย่อมได้ เท่านี้การหักเงินอย่างน้อย 20% ก็ง่ายขึ้นแล้ว แถมไม่ต้องแก้ตัวด้วยว่าออมไม่ได้เสียทีเพราะไม่มีเวลาเอาเงินไปฝาก จริงไหมคะ? แต่ก่อนจะออมเงินนี้ ต้องเช็คการเงินของเราเรื่องหนึ่งก่อนนะคะ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีหนี้สินระยะสั้นไม่ว่าจะด้วยไปใช้บริการสินเชื่อพร้อมใช้ หรือบัตรกดเงินสดทันใจ หรือบังเอิญไปเบิกเงินสดจากบัตรเครดิตบ้าง หรือจ่ายชำระหนี้บัตรเครดิตไม่เต็มจำนวนบ้าง ต้องระวังนิดนึงค่ะ เพราะธุรกรรมทางการเงินเหล่านี้คิดดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมในอัตราที่สูงเลยทีเดียว อาจสูงถึงกว่า 20% ต่อปีเลยนะคะ ดังนั้น ก่อนที่เราจะออมเงินได้อย่างมีความสุข ขอแนะนำให้ จัดการกับหนี้สินระยะสั้นเสียก่อนแล้วค่อยเริ่มต้นออมเงิน ไม่อย่างนั้นแล้วภาระดอกเบี้ยจ่ายจะตามมาอีกมากมายเลยค่ะ พอจ่ายหนี้สินระยะสั้นหมดแล้วก็เริ่มหันมาออมเงินได้ซะที ในเชิงของการวางแผนการเงินก็ขอแนะนำว่าให้จัดสรรเงินออมส่วนหนึ่งของเราในรูปของสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงและแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย เช่น เงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่เน้นลงทุนตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งจะเรียกก้อนนี้ว่าเป็น “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือ Emergency Fund” เงินก้อนนี้มีวัตถุประสงค์เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ถ้าเกิดอะไรที่ไม่คาดคิดขึ้นมา เช่น ตกงาน ต้องซ่อมรถยนต์ หรือซ่อมบ้าน เราก็จะมีเงินสำรองไว้แล้ว จะได้ไม่ต้องขายสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือไปกู้หนี้ยืมสินมานั่นเองค่ะ สำหรับจำนวนเงินที่เหมาะสมนั้น โดยทั่วไปมักแนะนำให้มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินในสัดส่วนประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้เงินอยู่ประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็ควรจะกันเงินสำรองให้อุ่นใจไว้ประมาณ 60,000 บาท เป็นต้น พอจ่ายหนี้สินระยะสั้นหมดแล้วก็เริ่มหันมาออมเงินได้ซะที ในเชิงของการวางแผนการเงินก็ขอแนะนำว่าให้จัดสรรเงินออมส่วนหนึ่งของเราในรูปของสินทรัพย์ที่ปลอดความเสี่ยงและแปลงเป็นเงินสดได้ง่าย เช่น เงินฝากออมทรัพย์หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้นที่เน้นลงทุนตราสารหนี้ภาครัฐ ซึ่งจะเรียกก้อนนี้ว่าเป็น “เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน หรือ Emergency Fund” เงินก้อนนี้มีวัตถุประสงค์เผื่อใช้ในยามฉุกเฉิน ถ้าเกิดอะไรที่ไม่คาดคิดขึ้นมา เช่น ตกงาน ต้องซ่อมรถยนต์ หรือซ่อมบ้าน เราก็จะมีเงินสำรองไว้แล้ว จะได้ไม่ต้องขายสินทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือไปกู้หนี้ยืมสินมานั่นเองค่ะ สำหรับจำนวนเงินที่เหมาะสมนั้น โดยทั่วไปมักแนะนำให้มีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินในสัดส่วนประมาณ 6 เท่าของค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ตัวอย่างเช่น ถ้าเราใช้เงินอยู่ประมาณเดือนละ 10,000 บาท ก็ควรจะกันเงินสำรองให้อุ่นใจไว้ประมาณ 60,000 บาท เป็นต้น เห็นไหมคะว่าการวางแผนการเงินนั้นง่ายนิดเดียว ขอเพียงแค่มีความตั้งใจและมีวินัยที่จะทำเท่านั้นเองค่ะ บทความตอนต่อไปจะกล่าวถึงที่ว่า เมื่อเราเตรียมความพร้อมเพื่อความต้องการพื้นฐานด้วยการมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินครบแล้ว เราจะจัดการวางแผนการเงินเพื่อความพร้อมในด้านอื่นๆ อย่างไรต่อไปดี ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Invest_A028.aspx
  • คงปฏิเสธไม่ได้ว่า บัตรเครดิตทำให้ชีวิตเราทุกวันนี้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไร เพียงแค่หยิบบัตรขึ้นมาก็สามารถรูดซื้อสินค้าและบริการได้ตามใจทันที โดยที่ยังไม่ต้องจ่ายเงิน แถมยังไม่ต้องพกเงินสดติดตัวไปให้เสี่ยงอันตรายอีกด้วย สำหรับคนที่ใช้บัตรเครดิตเป็นจะเห็นว่าบัตรใบนี้มีประโยชน์กับเรา แต่สำหรับคนที่ใช้แบบไม่ระวังก็อาจส่งผลเสียต่อสถานะการเงินของเราได้เช่นกัน ดังนั้น K-Expert มีคำแนะนำในการใช้บัตรเครดิตมาฝากค่ะ จะมีอะไรบ้างนั้น ลองมาดูกันค่ะ    ประโยชน์ดีๆ ที่ได้รับจากบัตรเครดิต ใช้ชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด เราสามารถใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าหรือบริการแทนเงินสด ณ ร้านค้า     ทั่วโลกที่รับบัตรประเภทนี้ โดยมีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยสูงสุด 45-55 วัน ขึ้นอยู่กับสถาบันการเงิน หากเราชำระเงินเต็มจำนวน และชำระภายในเวลาที่กำหนด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบาย และทำให้เราไม่ต้องควักเงินจ่ายในทันทีค่ะ รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ข้อดีที่หลายคนชื่นชอบเมื่อใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตคงจะหนีไม่พ้น การได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลดจากร้านค้าต่างๆ ที่ร่วมรายการ หรือสามารถผ่อนชำระค่าสินค้าหรือบริการ แบบดอกเบี้ย 0% กับร้านค้าชั้นนำต่างๆ ได้ ซึ่งจะช่วยเราประหยัดเงินในกระเป๋า และทำให้เราไม่ต้องควักเงินก้อนจ่ายเมื่อครบกำหนดชำระ สะสมคะแนนเพื่อแลกรับของรางวัล สำหรับคนที่ใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเป็นประจำ สามารถสะสมคะแนนจากยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเพื่อแลกรับของรางวัลต่างๆ ได้ เช่น รับเงินคืน รับบัตรกำนัล ตั๋วเครื่องบิน หรือของรางวัลต่างๆ ถือเป็นผลพลอยได้ที่เราได้รับจากการใช้บัตรเครดิต   นอกจากนี้ ยังสามารถชำระค่าสาธารณูปโภคหรือค่าใช้จ่ายรายเดือนอัตโนมัติผ่านบัญชีบัตรเครดิตได้อีกด้วย สำหรับใครที่ต้องจ่ายค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว แนะนำให้ใช้บริการหักเงินผ่านบัญชีบัตรเครดิต ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายในการจัดการค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้อย่างอยู่หมัด และตัดความกังวลว่าจะลืมจ่ายไปได้เลยค่ะ ท่องจำให้ขึ้นใจ เมื่อใช้บัตรเครดิต ชำระเงินตรงเวลาและเต็มจำนวน ก่อนใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตทุกครั้งต้องมั่นใจว่าจะมีเงินไปชำระเต็มจำนวนเมื่อครบกำหนด เพื่อป้องกันการถูกคิดดอกเบี้ยสูงถึง 20% ต่อปี เหมือนเป็นการนำเงินในอนาคตมาใช้ก่อน เมื่อถึงเวลาก็ต้องนำเงินไปจ่ายคืนเต็มจำนวน ดังนั้น แนะนำให้กันวงเงินออกมาทุกครั้งหลังรูดบัตร เพื่อเตรียมเงินส่วนนี้ไว้ชำระคืน ใช้จ่ายตามความเหมาะสม อย่าปล่อยให้โปรโมชั่นหรือสิทธิพิเศษต่างๆ มาจูงใจให้เราใช้จ่ายเกินความจำเป็น เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากโปรโมชั่นเหล่านั้น ลองพิจารณาดูให้ดีว่าเงินที่เราเสียไปคุ้มกับสิ่งที่ได้รับกลับมาหรือไม่ บางครั้งนอกจากจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแล้ว ยังเป็นการก่อหนี้โดยที่เราไม่รู้ตัวอีกด้วย หากไม่จำเป็นอย่ากดเงินสดจากบัตรเครดิตมาใช้ การกดเงินสดจากบัตรเครดิตจะไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย นอกจากจะต้องเสียดอกเบี้ย 20% ต่อปี ตั้งแต่วันที่เรากดเงินสดจนถึงวันที่ชำระเงินคืนแล้ว ยังมีค่าธรรมเนียมในการกดเงินสดอีก 3% ของจำนวนเงินสดที่กดมาด้วยค่ะ ดังนั้น หากไม่จำเป็นจริงๆ อย่ากดเงินสดจากบัตรเครดิตมาใช้เลยค่ะ  ที่มา : http://k-expert.askkbank.com/KnowledgeResources/Articles/Pages/Jobber_A075.aspx